ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เปิดใจ ทัศพล แบเลเว็ลด์ ซีอีโอหนุ่มหัวใจซ่า

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ส.ค. 2557 05:30
ก่อนหน้าเข้ามา เขาเพิ่งเปิดห้องให้สัมภาษณ์ 'วอลสตรีท เจอร์นัล' คุยเรื่องธุรกิจ สถานการณ์บ้านเมือง และการบิน
ย้อนกลับไปก่อนหน้า หลายอาทิตย์ หลายเดือน หลายปีที่ผ่านมา ผู้บริหารหนุ่มคิวทองซุปเปอร์คอนเน็กชั่นก็วิ่งวุ่นไปกับงาน งาน งาน แต่เขาบอกว่า ได้ทำงานที่ชอบงานที่ใช่ชีวิตมันก็เหมือนไม่ได้ทำงาน    
"ส่วนใหญ่ผมจะใช้เวลาไม่นาน ไม่ชอบอะไรอารัมภบทยาวๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องงาน ชีวิตง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเหมือนกัน" นักธุรกิจมากเสน่ห์เก่งลีลาแพรวพราวย้ำว่า ต่อให้เป็นเรื่องยากแค่ไหนก็คุยไม่เกิน 10 นาที
ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสเปิดบ้านค้นความลับและตัวตนของ โจ ทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียถึงเรื่องราวบันไดความสำเร็จในชีวิตที่ไม่ได้มาแบบไม่เสียเหงื่อ แบบที่คนพูดน้อยๆ เข้าถึงตัวยาก ไม่ค่อยเปิดปากเล่าที่ไหน   
และเรื่องลับๆ ที่หลายคนไม่เคยรู้ ไม่เคยฟังจากปาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำงานหนังกับท่านมุ้ย หนึ่งในนั้นส่งไปออสการ์ หรือเรื่องความเชื่อที่ว่าที่นี่ของธุรกิจของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ลี้ภัย กระทั่งเรื่องราวฮือฮาเรื่อง 'ถ้า' จะลงเล่นการเมือง ที่ฟังแล้วมีหนาว


ห้องทำงาน

"สายการบินส่วนใหญ่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแทบทั้งนั้น แต่ที่นี่ไม่มีการเมือง" เขาย้ำว่าอีก 2 ปีจะเบอร์หนึ่งของสายการบินไทย
จากเด็กที่เกิดในครอบครัวไม่มีแต้มต่อ เป็นลูกบุญธรรมฝรั่ง เรียนไม่เก่ง เกเร ชอบดื่ม แต่วันหนึ่งกลับก้าวเข้าประสบความสำเร็จในชีวิตและมีวันนี้ได้ 
และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่ (เขาพูด) ยาวมากที่สุดครั้งหนึ่งของ เจ้าของทรัพย์สินมูลค่า 9.04 พันล้านบาทโดยประมาณ ที่ย้ำนักย้ำหนาว่าหัวใจยัง 'ซ่า' โซดายังอาย
Q : ตอนเด็กๆ คุณอยากเป็นอะไร?

A : อยากเป็น 'ทูต' ด้วยเหตุผลได้เดินทางเยอะ อยู่ประเทศนู้น อยู่ประเทศนี้ มาถึงตอนนี้ก็สมใจได้เดินทางเป็นว่าเล่นเลย เด็กๆ ผมเกิดในครอบครัวที่ฮามาก คุณพ่อเป็นช่างทำรถเป็น Engineer คุณแม่เป็นแม่บ้าน เกิดในครอบครัวชาวบ้านธรรมดาๆ ก็เรียนมาตามลำดับ จนถึงมหาวิทยาลัยเอแบค แต่ผมบ้าทำกิจกรรม เรียนหนังสือไม่ค่อยเป็น ถามว่าเกเรไหม (หัวเราะ) ก็พอสมควร ไม่ ซน เดินไปในทางที่ถูกที่ควรทุกครั้ง 


Q : ใช้ชีวิตหมดเปลืองไปกับอะไร 

A : ผมใช้ชีวิตหมดไปกับนอกห้องเรียนทั้งวันเลย (ยิ้ม) สมัยก่อนกิจกรรมไม่ค่อยมีอะไรทำเท่าไร ห้างไม่เดิน เธคไม่เข้า ไปบ้าง ผมว่าวัยรุ่นตอนเด็กๆ ผมเที่ยวเธคไม่เกิน 10 ครั้ง แต่ชอบเล่นกีฬาเช่นบาสฯ ชอบอยู่กับเพื่อนๆ แบกเป้ออกต่างจังหวัด โบกรถ อย่างที่ผมบอกผมเรียนไม่เก่งเลย ตั้งใจแล้วนะแต่เรียนไม่รู้เลย เรียนกี่ครั้งก็ไม่รู้เรื่อง ผมแทบจะไม่เคยโดดเรียน เพียงแต่สมองมันไม่เปิด ที่จริงผมว่าตำราเขียนไม่ดีหรือครูสอนไม่ดีก็ไม่รู้ เลยทำให้ผมเรียนไม่รู้เรื่อง 


ออกเดินทาง

Q : ไม่มีวิชาไหนที่ทำดีเลย ?


A : มีวิชาคอมพิวเตอร์อย่างเดียวที่ได้ดีหน่อย นอกนั้นก็ปานกลางถึงขั้นแย่ ก็ไม่มีดี แต่หน้าที่ผมก็คือต้องเรียนให้มันจบ ตกแล้วก็ดรอปอีก ตกแล้วก็เรียนใหม่ ผมเรียนจบปริญญาตรีจบที่เกรดเฉลี่ย 2.01 คาบเส้น เขาให้จบ 2.0 แต่เราแถมให้ .01 ก็พอแล้ว เทอมสุดท้ายถ้าไม่จบก็รีไทร์ เรียนอยู่บนเส้นยาแดงผ่าแปดมาตลอด อยู่ในมหา’ลัยด้วยความตุ๊มๆ ต่อมๆ ตลอดเวลา แต่ก็จบ 5 ปี ถือว่าไม่เลวร้ายเท่าไหร่ 
ตอนเรียนผมทำกิจกรรมเยอะ เจอผู้คนเยอะตอนที่เรียนหนังสืออยู่ ฐานะทางบ้านก็ไม่ค่อยดี เลยต้องไปเป็นเซลส์ขายคอมพิวเตอร์ได้เงินไม่เยอะ 3,500 บาท ได้ค่าคอมมิชชั่นอีกประมาณ 1,500-2,000 บาท เดือนนึงก็ได้ประมาณ 5,000-6000 บาท แม่ให้ 3,000 บาท ก็เหลือเงินเดือน 8,000 บาท หาเงินเอาไว้เที่ยวกับเพื่อนๆ แบกคอมฯ ไปขายคอมพิวเตอร์สมัยก่อนก็ตัวใหญ่มาก หน้าจอใหญ่ แล้วรถผมก็ไม่มี ต้องแบกขึ้นรถเมล์ขึ้นสาย 95, ปอ.15 จำได้แม่น (หัวเราะ) เพื่อเอาคอมฯไปให้ลูกค้า ดูเสร็จต้องแบกคอมฯ กลับไปสีลมเก็บของ แล้วนั่งจากสีลมมาเรียนเอแบคที่หน้ารามเพื่อมาเรียนหนังสือ ตอนนั้นผมย้ายมาเรียนภาคค่ำ วันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อที่จะได้ทำงานตอนกลางวันได้ แต่เอาเข้าจริงชีวิตผมเน้นกิจกรรมเป็นหลักแหละ ที่เหลือก็เป็นเล่นกีฬา จะชอบเล่นบาสฯ ฝีมือก็พอได้อยู่ เล่นเป็นเซ็นเตอร์ ผมติดเพื่อน พอตกเย็นก็มีแต่ก๊วนเล่นกีฬา เล่นเสร็จก็ไปลงขวด (หัวเราะ)
Q : เสน่ห์ของการดื่มอยู่ตรงไหน 

A : สมัยเรียนติดเพื่อนมากกว่า ไม่ได้ชอบรสชาติ ชอบบรรยากาศที่อยู่ในวงเหล้า นั่งคุยกันฮา แล้วมีความรู้สึกว่ารักกันจริง เพื่อนเจอตอนกลางวันไม่ค่อยรักกัน ตอนกลางคืนทำไมมันรักกันจังวะ นึกออกป่ะ ตื่นเช้ามา เอ๊ะ...เมื่อคืนมึงรักกูไหมตกลง (หัวเราะ) บรรยากาศมันสนุก วัยรุ่นไม่ต้องคิดไรมาก สมัยซ่าๆ กิจกรรมที่ทำมีไม่กี่อย่าง ดูหนัง แทงสนุ๊ก เล่นกีฬา...
Q : จีบหญิง?
ก็ด้วย หรือไม่ก็ตั้งวงดื่ม ที่จริงผมเน้นตั้งวงดื่มกับเล่นบาสฯ เน้นหนัก 2 อย่างนี้ วันเสาร์-อาทิตย์ ก็ออกไปตั้งแคมป์ต่างจังหวัด โบกรถสิบล้อ ตังค์ไม่มี ผลัดๆ กันโบก 3 คน 4 คน ผู้ชายหมด แล้วก็ไปเพชรบุรีไปตั้งแคมป์ ทำกับข้าวกิน


นั่งฟังคำถามอย่างตั้งใจ


Q : ชีวิตเข้ามาเส้นทางธุรกิจการบินมูลค่ามหาศาลยังไง

A : พอจบมาก็เริ่มทำงาน มันก็โตไปตามสายงานเรื่อยๆ ที่ผ่านมาก่อนจะมาอยู่แอร์เอเชียผมเปลี่ยนมา 3 บริษัท (บ.อาดัมส์ (ประเทศไทย) จำกัด บ.มอนซานโต้ ไทยแลนด์ และบ.วอร์เนอร์มิวสิก (ประเทศไทย) จำกัด) แล้วก็เรียนรู้วิชาตามที่เจ้านายเขาสอนมา จนกระทั่งมาที่นี่ไทยแอร์เอเชีย
Q : หลายคนรู้ไม่รู้ว่าคุณเคยเขียนบทหนังถึงขั้นส่งไปออสการ์ อยู่กับท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ด้วย ?

A : ก็ไม่เชิงเขียน นั่งช่วยกันเป็นลูกมือท่าน ทำทุกอย่าง ผมรู้จักท่านได้เพราะเพื่อนที่เรียนด้วยกันพี่สาวเขาเป็นหม่อมที่รู้จักกับท่านมุ้ย แล้วผมสนิทกับน้องชายเขา แล้วก็เข้า-ออกในกองถ่ายตั้งแต่อยู่มัธยม เพื่อนก็ไปทำ แต่เพื่อนจะอยู่กอง ส่วนเราอยู่ออฟฟิศก็ช่วยท่านทำเหมือนเป็นเลขาฯท่าน ทำทุกอย่างจริงๆ ติดต่อเมืองนอก ติดต่อ นู่น นี่ นั่น นั่งเขียนบท ตัดต่อบทส่งให้ดารา
ที่นั่นผมทำหนังอยู่ 3 เรื่อง 1.คนเลี้ยงช้างเป็นหนังที่ทำเยอะที่สุด 2.มือปืน 2 สาละวิน และ 3.น้องเมีย ผมทำคนเลี้ยงช้างมาก่อนทำส่งออสการ์ด้วย ผมเป็นคนทำซับไตเติ้ลเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกๆ ที่ส่งออสการ์ รู้สึกจะได้อันดับหนังที่ 15 ของหนังต่างประเทศที่เมืองคานส์ เรื่องนี้ผมทำซับไตเติ้ล แล้วก็ตัดต่อ ทำทุกอย่าง กินนอนอยู่ในห้องตัดต่อ ห้องอัดเสียงกับท่านมุ้ย เรียกว่าตามไปทุกที่ทำอะไรก็ต้องไปทำด้วยกัน
Q: มีโอกาสได้ซึมซับอะไรจากท่านมุ้ยบ้างไหม 
A : ท่านแบบดูยิ่งใหญ่นะ เก่งและอึดอดทนมากๆ ไม่หลับไม่นอน 3 วัน ถ้าไม่เสร็จก็ไม่นอนเลย ไม่รู้อยู่ได้ไง ไอ้เราบางทียังง่วงเลย แกอายุเยอะกว่าเราตั้งเยอะผมอยู่ทำงานกับท่านตอนยังเรียนไม่จบ พอเรียนจบปุ๊บก็ตัดสินใจว่าอยากจะทำงานเกี่ยวกับที่เรียนมาก็เลยอยู่บริษัทผลิตลูกอม  


รอยยิ้มซีอีโอ

Q : ดูไม่ค่อยเกี่ยวกันเลย ?
A : จริงๆ ที่ผมเรียนมาเป็นสาย marketing เรียนจบ marketing จบมาแบบไม่ค่อยรู้เรื่องว่าเรียนจบอะไรมาบ้าง ซึ่งที่นั่นเป็นบริษัทต่างชาติมันมีระบบ ที่นี่ผมได้เรียนรู้ว่าระบบการทำงานเป็นยังไง ขั้นตอนการทำงานเป็นยังไง การจะออกสินค้าใหม่เป็นยังไง ออกมาแล้วต้องทำยังไง ฝ่ายขายต้องทำยังไง ฝ่าย marketing ทำไง โฆษณาทำยังไง ก็เรียนรู้ที่นั่นแหละ ถือเป็นต้นแบบ ผมทำงานหนักอยู่ฝ่ายการตลาด มานานเกือบ 5 ปี
Q : ได้อะไรบ้างที่บริษัทลูกอมและน้ำตาลเทียมบ้าง?

A : ก็ได้ฟันผุมา (หัวเราะ) ได้ความรู้เบสิกทางด้านการตลาดมาพอสมควร ก็เป็นสิ่งที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้จริงๆ แล้ว 
Q : การทำงานระหว่างบริษัทคนไทยกับ บริษัทต่างประเทศแตกต่างกันไหม?
A :งานมันคนละประเภทเลย อันนึงมันเป็นงานแบบมีระบบ มีโน่นมีนั่น ของท่านมุ้ยนี่คือเหมือนกับครีเอทีฟอ่ะ เป็นงานศิลปะ เวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ตื่นกี่โมงก็ได้ แต่ห้ามนอน (หัวเราะ) 3 วัน 4 วัน ยังเคยเลย หลังจากนั้นก็เหมือนเข้าสู่ เข้าสาย พองานอยู่นี่ 5 ปี มีคนมาชวนทำงานใหม่ เราก็ไป และมาจบอยู่ที่ Warner music ทำเพลงแล้วก็กระโดดมาแอร์เอเชีย
Q : warner music ท่าทางจะสนุกน่าดู 
A  : สนุกดีฮะ ฮามาก ลูกน้องดี แล้วช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ยังดีอยู่ แต่เริ่มจะลงล่ะ เพราะแผ่นผีเยอะมาก แต่ก็ยังมีความสนุกหลงเหลืออยู่บ้าง ผมได้มิตรแท้ พี่แท้เยอะมากไม่ว่าจะเป็นพี่แอ๊ด และกลุ่มคาราบาว ปู-พงษ์สิทธิ์ มี วิยดา โกมารกุล และพี่สาวอีกหลายๆ คน เป็นชีวิตที่สนุกรึเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่าลูกสาวคนเนี้ยก็โตในห้องอัด (หัวเราะ) คาราบาวก็ทำอัลบั้มไป ไอ้นี่ก็นอนกินนมอยู่บนพื้นห้องอัด ผมอยู่ที่นั่น 5 ปี แล้วกระโดดมาทำ แอร์เอเชีย เพราะทีมงานที่อยู่ แอร์เอเชีย ยุคแรกๆ ส่วนใหญ่จะเป็นทีมที่มาจาก warner music จากหลายๆ ประเทศ มาฟอร์มทีมกัน ตั้งกันเป็นแอร์เอเชีย แล้วก็เลยชวนกันออกมาทำ
Q : ออกมาทำชนิดที่ ไม่เคยทำธุรกิจเรื่องเกี่ยวกับการบินมาก่อน ?

A : ไม่เคย ทุกคนในนั้นไม่เคยเลย เรื่องความยาก-ง่าย เนื่องจากเรามันโง่ตรงที่เราไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง มันก็เลยทำไปแบบนั้น มีปัญหาก็แก้ๆ กันไป ก็มันไม่รู้ว่าจะเจออะไร เพราะถ้าเกิดเป็นคนสายการบิน เขารู้ว่าจะเจออะไร เขาก็คงไม่ทำแบบเรา ตอนแรก ๆ ประสบปัญหาทุกอย่างเลย เพราะเราไม่รู้เลย เราไม่รู้เลยว่าเราจะเจออะไรบ้างไง อย่างเราต้องขายตั๋วบนอินเทอร์เน็ต เพราะว่าเราไม่อยากมีเอเจนต์ พอเราไม่ work คุยกับเอเจนต์ เอเจนต์ก็ไม่ขายตั๋วให้เราอีก เสร็จปั๊บ อินเทอร์เน็ตบ้านเราตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยบูม ก็เลยใช้ไม่เป็น แบบนี้ยอดขายบนอินเทอร์เน็ตก็ 30-40% ก็เลยแบบขลุกๆ ขลักๆ
หรือไม่มีอาหารเสิร์ฟ คนก็บ่น ว่าแบบอะไรวะ ไม่มีโน่น นี่ นั่น เลย ซื้อตั๋วแล้วก็คืนไม่ได้อีกสารพัดสารเพเรื่อง คือทั้งหมดเป็นโมเดลใหม่ คนเขายังไม่ชอบ ยังไม่ชิน พอไม่ชินก็มีเสียงบ่น ทำไมทำอย่างโน่นอย่างนี้ เอาเปรียบผู้บริโภครึเปล่า แต่มันก็เป็นของใหม่ เราก็ใช้วิธีแก้กันทีละเปราะๆ 3-4 ปี จึงเริ่มที่จะพอเข้าที่เข้าทางบ้าง แต่ระหว่างทางก็เจอปัญหาทุกวัน ถามว่าไม่ท้อเหรอ ไม่ท้อ เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว คือเป็นเรื่องใหม่ อันนี้พอเข้าใจได้ ตอนนั้น แอร์เอเชีย ที่นี่เริ่มต้นด้วยคนราว 200 เอง จริงๆ บริษัทแม่ แอร์เอเชีย อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย แล้วเขาก็มาไดเวนเจอร์กับเรา เขาถือหุ้น 49% เราถือ 51%


แต่งตัวสบายๆ แต่ดูดี

Q : ดูตามเส้นทาง และการดีลธุรกิจแต่ละดีลจนมาเป็นที่นี่ คุณได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์คอนเน็กชั่นคนหนึ่งในเมืองไทย 
A : คอนเน็กชั่นใช่ แต่ยังไม่ซุปเปอร์ (หัวเราะ) อย่างที่บอก จริงๆ เรารู้จักกันอยู่แล้วมากกว่า ผมยังจำบรรยากาศวันแรกที่นี่ได้เลยนะสนุกกว่าวันนี้นะ ตอนนี้มันเริ่มใหญ่ คนเริ่มเยอะ สมัยก่อนนี้แบบเจอกันทุกวัน เฮฮา และระหว่างทางมันก็มีเหตุการณ์โน่น นี่ นั่น เข้ามากระทบอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องการเมืองทั้งหลาย ถ้าพูดถึงจุดเปลี่ยนก็ยังไม่เปลี่ยน เพราะเราก็เป็นไทยแอร์เอเชียของเราอยู่ ตอนนั้นคุณทักษิณผู้ถือหุ้น 49% ขายหุ้นไทยแอร์เอเชียให้เทมาเส็กแต่นโยบายไม่ชัดเจน คนในองค์กรเร่ิมไม่มั่นคง แต่เราต้องการทำให้ไทยแอร์เอเชียปลอดการเมือง ก็เลยคุยกับผู้บริหารทั้ง 5 คนในปัจจุบันว่าต้องไปซื้อกลับมาจากเทมาเส็ก ถามว่าตัดสินใจอย่างไร ตอนนั้นไม่ต้องตัดสินใจเลย ต้องทำเลย ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ทัน 
Q  : ในวงสนทนา 5 คนวันนั้นคุยอะไรกันบ้าง
A : ก็ถามกันว่าเอาไหม ทุกคน (ทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย, พรอนันต์ เกิดประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน, นาวาอากาศเอกธนภัทร งามปลั่ง ผอ.การฝ่ายปฏิบัติการการบิน ปรีชญา รัศมีธานินทร์ ผอ.วิศวกรรม หม่อมหลวงบวรนวเทพ เทวกุล ผอ.การฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และสันติสุข คล่องใช้ยา ผอ.ฝ่ายการพาณิชย์) พูดตรงกันว่าเอา เราก็ไปหาตังค์กัน ประมาณเกือบพันล้าน เราก็กู้มาเป็นก้อนทีเดียว แล้วก็เอามาแบ่ง (มีหุ้นร่วมกัน 55%) แต่ของผมๆ มันครึ่งกว่าอยู่แล้ว
Q : คุยกับธนาคารยังไงเพราะเงินกู้ไม่ใช่น้อยๆ แถมธุรกิจนี้ก็มีการเมืองมาเกี่ยวข้องด้วย ?

A : ก็บอกแบบนี้แหละ ก็ไม่มีใครให้ก็กู้ กลัวหางเลขทางการเมือง ก็กู้แบงก์ต่างชาติ (Credit Suisse) แบงก์ไทยไม่มีใครกล้าปล่อยกู้เลย
Q : วันนี้พูดได้เต็มปากแล้วใช่ไหม ว่าไทยแอร์เอเชียเป็นของพวกเรา 5-6 คนแล้ว ?

A : พูดได้เต็มปากและเต็มใจ จริงๆ ไม่ใช่ของพวกเราล่ะ เพราะเราจดเป็นตลาดหลักทรัพย์ล่ะ เป็นของคนไทย แต่ก็ยังมีคนพูดถึงอยู่ว่าเป็นของโน่น นี่นั่น เหมือนอย่างวันนี้ เทมาเส็ก ขาย AIS ไปแล้ว เทมาเส็กยังบอกเป็นของทักษิณอยู่ ซึ่งมันก็ห้ามไม่ได้

Q : ย้ำอีกทีตอนนี้ไทยแอร์เอเชียเป็นของคุณทักษิณอยู่ไหมตอนนี้



A : ไม่เป็นๆ ไม่มี

Q : ไม่มี นอมินี ...?

A : ไม่มีครับ เพราะว่าวันที่ขาย ก็จบ จบตั้งแต่ตรงนั้นล่ะ ถามว่าผลกระทบเยอะไหม เยอะมาก ถ้าเกิดเราไม่ซื้อกลับ เราก็คงจอดำเหมือนในทีวี แต่ก็รอดมาได้ เรียกได้ว่าพอทำอะไรเสร็จปั๊บก็เดินหน้ากันเต็มสูบ เพราะเราจะใช้หนี้เขาได้ เราต้องทำบริษัทให้แข็งแรงถือเข้าตลาดหลักทรัพย์ เราก็จะเอาเงินที่เราได้จากการขายหุ้นมาชำระหนี้ และในช่วงนั้น 5 ปี ก็ปั่นให้บริษัทมันโต เพราะถ้าเกิดไม่โต มันก็เข้าตลาดไม่ได้ พอเข้าตลาดไม่ได้ เมื่อครบ 5 ปี แล้วไม่มีเงินไปจ่ายเขา เดี๋ยวก็โดนยึดอีก เพราะช่วงนั้นพอผ่านมาปั๊บ ก็เป็นช่วง 5 ปี ที่ต้องทำให้แข็งแรง แล้วเราก็เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ 2 ปีและ
Q : คุณเคยบอกว่าไม่อยากเข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ที่นี่มีความลับอะไรหนักหนาขนาดนั้น ?


A : บางครั้งมันเป็นเรื่องของความลับว่าจะเปิดเส้นทางไหน ยังไง หรือเราเปิดให้คนอื่นเห็นหมดเลย ข้อดีคือความโปร่งใส แต่ข้อเสียคือบางทีมันก็เป็นความลับของบริษัท แล้วเราอยู่ที่ช่วงที่มีคู่แข่งเยอะ ถ้าเราไปเปิดหมดเลย คนก็เห็น เอ๊ะ ..ต้นทุนไอ้นี่แพงกว่า ของเราถูกกว่า หลายๆ อย่างเป็นแผนกลยุทธ์ที่เราต้องไปเปิดเผย แล้วทุกคนก็จะรู้

Q : ไม่แฟร์ คนคิดก็คิดกันตาย ?

A : ก็ใช่ไง แต่มันก็ตรงที่ความโปร่งใสไง เราเห็นเขา เขาก็เห็นเราเหมือนกัน อย่างที่บอกผมว่าข้อดีก็คือพอเข้าตลาดหลักทรัพย์ มันก็ดูเป็นบริษัทที่แข็งแรงขึ้น เวลาเราไปกู้เงินซื้อเครื่องบิน เราก็ได้ธุรกรรมที่ดอกเบี้ยถูกกว่า แล้วเราก็สามารถที่จะระดมทุนการตลาดได้ ไม่จำเป็นต้องกู้แบงก์เสมอไป หรือว่าใช้กรรมวิธีอื่นได้ แต่ข้อเสียคือมันก็ต้องถูกจำกัดกฎกติกาของตลาดหลักทรัพย์ บางครั้งทำให้ความคล่องตัวมันอาจจะหายไปบ้าง ประการที่สองก็คือว่าคู่แข่งอาจเห็นเราทะลุไส้ทะลุพุง แต่ในขณะเดียวกันถ้าบริษัทคู่แข่งเข้าตลาด เราก็เห็นเขา ทะลุไส้ทะลุพุงเหมือนกัน

Q : ในกลุ่มโลว์คอสต์วันนี้แอร์เอเชียถือเป็นอันดับหนึ่ง ?
A : ใช่ครับ เรามีสัดส่วนการตลาดอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง 50% 


Q : ล่าสุดปีที่แล้วโต 22% ถือว่าเป็นการโตที่ค่อนข้างเยอะพอสมควรมันสะท้อนว่าอะไร ?

A : จริงๆ ทุกปีเราเติบโตเยอะกว่านี้นะ ปีที่แล้วเราไปฝืดเอาปลายปี
 ซึ่งก็ไม่มีนัยอะไร โลว์คอสต์เองเนี่ย เมื่อก่อนก็ไม่เคยมีสายการบินเลย พอเราไปเปิดเป็นโลว์คอสต์ปั๊บ มันมีอีกเยอะที่คนเขายังไม่ได้บิน เราถึงอยู่ได้ทุกวันนี้ แล้วเราก็มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผู้โดยสารต่างชาตินี่ค่อนข้างเยอะด้วย พอมาถึงปุ๊บก็เที่ยวต่อในเมืองไทย ในขณะที่สายการบินอื่นอาจมีเฉพาะแค่ logistic อย่างเดียว

Q : กลยุทธ์ที่ทำให้ไทยแอร์เอเชียเป็นที่หนึ่งในโลว์คอสต์ของคุณคืออะไร

A : แอร์สวย (หัวเราะ) และราคาถูก คือโลว์คอสต์มันไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก ราคาต้องถูก ไม่มีอะไรเลย เราต้องทำให้ต้นทุนถูก อย่าไปใช้เงินฟุ่มเฟือย ทำยังไงให้ตัวมันเล็กตลอดเวลา ถ้าเกิดงั้นเนี้ยเราก็สามารถใช้ตั๋วในราคาถูกได้ กลยุทธ์หลักๆ ของไทยแอร์เอเชียที่ทำให้เราชนะ 1. ถูก ราคาต้องถูก ประหยัด มีเส้นทางที่หลากหลาย ครอบคลุม ไม่ใช่ว่าถูกอย่างเดียว แล้วบินอยู่ 2 ที่ มันก็ไม่ไปไหน ถ้าเกิดไปดูโลว์คอสต์เมืองนอก จะเห็นว่าบินไปทุกที่เลย แต่สำคัญ ราคาต้องประหยัดจริงๆ ไม่งั้นคนก็ไม่มาบินเรา

Q : มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกไม่จริง เพราะไทยแอร์เอเชียซ่อนค่าโน่นนี่เยอะมาก

A : ไม่ใช่ๆ คือเครื่องบินโลว์คอสต์ที่จริง คุณจะต้องเก็บค่าตั๋วให้ถูกที่สุด แล้วเราจะเอาเปรียบผู้บริโภคไม่ได้ ฉะนั้นวันนี้คุณไม่โหลดกระเป๋า คุณไปเชียงใหม่ ไปเช้าเย็นกลับ คุณไม่โหลดกระเป๋า ผมจะไปเก็บค่าโหลดกระเป๋าคุณไม่ได้ ดังนั้นคุณจะเดินทางตัวปลิว แล้วค่าตั๋วคุณจะถูกมาก เพราะคุณจะเสียเฉพาะค่าตั๋ว สมมติให้ฟัง ไฟลท์หนึ่งชั่วโมงหนึ่งคุณไม่กินข้าว ไม่ต้องซื้ออะไรเลย แต่ในขณะเดียวกันคุณมีเพื่อนคุณไปอยู่อาทิตย์นึง เขาต้องโหลดกระเป๋า ฉะนั้นเราจะเก็บค่าโหลดกระเป๋าเขา งั้นใครไม่ใช้เราจะไม่เก็บ ใครใช้เราจะเก็บ ใครที่ขนสัมภาระเยอะ เหมือนคุณบินตัวเปล่าใช้น้ำมันกิโลเดียว แต่เพื่อนคุณเอากระเป๋าไปด้วยใช้น้ำมัน 2 กิโล คุณจะให้เพื่อนคุณจ่ายเท่าคุณก็ไม่ถูก นั่นก็คือ concept ของ โลว์คอสต์ ใครจะบอกว่าเราเก็บยิบย่อย ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าเกิดคุณไม่เข้าใจ ก็แสดงว่าคุณไม่เข้าใจโลว์คอสต์ จริงๆ โลว์คอสต์แท้ๆ ต้องประหยัด ดังนั้นงั้นเราถึงทำทุกอย่างแยกชิ้นหมดเลย อาหารไม่รวม เรื่องที่นั่งไม่รวม สัมภาระไม่รวม อะไรๆ ไม่รวม
แต่ถ้าเกิดคุณบอกฉันไม่สน ฉันไม่ใช้อะไรเลย ฉันจะไปเชียงใหม่เลย ฉันไปซื้อตั๋วก็ 800-900 บาท เสียค่าภาษีสนามบิน อย่างไรก็ดีเราจะไม่สามารถมีผู้โดยสาร 12 ล้านคนต่อปีได้หรอก ถ้าเราไม่ใช่โลว์คอสต์เราถึงกล้าบอกว่าเราเป็นโลว์คอสต์ตัวจริง เพราะว่าเราต้องการทำให้ราคามันถูก การที่เราจะแจกสแน็ก แจกน้ำ มันก็เป็นกรรมาวิธีในการถึง คือเราพยายามที่จะฉีกตัวเองออก แต่ทุกอย่างมันเป็นต้นทุนหมดเลย
 นึกออกไหม วันนี้คุณไม่รู้เลยว่าค่าโหลดน้ำหนักกี่บาท ค่าอาหาร ค่าน้ำเท่าไหร่ เพราะว่าเค้ารวมไปหมดแล้ว แต่ของเรานี่คือบอกราคาหมดเลย แยกชิ้นเลย เหมือนเราซื้อรถคันนึง คุณเอาแอร์ วิทยุ ล้อแม็กซ์ แต่คุณไม่เอาเลย คุณก็ได้ราคาอีกแบบนึง จริงๆ แล้วเราทำอย่างโปร่งใสให้เค้าเห็นเลยว่ามีค่าอะไรบ้างที่เราเก็บเค้า อะไรที่ไม่เก็บ เวลาที่เขาซื้อตั๋วไปนี่จะเห็นเลย ค่านี่ๆๆๆ เราจะไม่รวมเป็นก้อนเดียว งั้นใครที่มองว่าเราเก็บยิบย่อย และชอบให้เราเก็บราคาเดียว เขาเลยไม่ขึ้นเราชัดเจนตรงนี้ ไม่ว่าใครจะบอกอย่างไร เราก็จะทำอย่างนี้ เพราะเราเชื่อว่าคนมากกว่า 80% ชอบแบบนี้มากกว่า 



อดีตนักเล่นบาส

Q : เสน่ห์ของสายการบินต้นทุนต่ำคืออะไร ?

A : 1 ผมว่าทำให้คนที่ไม่มีโอกาสได้บิน  มันทำให้คนที่จำเป็นต้องบิน บินได้บ่อยขึ้น ทุกวันนี้ไม่ใช่ทุกคนที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ บางคนต้องไปรับราชการต่างจังหวัด คนที่ไม่เคยพาพ่อแม่ไปเที่ยวทะเล ภูเขา วันนี้ก็สามารถไปเที่ยวได้ ปีหนึ่งก็อาจจะได้ 2 ครั้ง 3 ครั้ง คนที่ไม่เคยออกต่างประเทศเลย อย่างน้อยวันนี้ก็ได้ไปสิงคโปร์ มาเก๊า มาเลเซีย บาหลีได้ มันเปิดโอกาสให้สังคมใกล้ชิดกันมากขึ้น ทำให้ธุรกิจเดินทางได้สั้นลง ทำให้หมุนได้สะดวกขึ้น เร็วขึ้น สิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตา มันค่อยข้างเยอะ มันทำให้สังคมแข็งแรงขึ้นนะ

Q : จากเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียน หัวไม่ดี  เกเรจนมาถึงวันนี้ได้ มันเดินทางยังไง ถ้าคนถามว่าต้องทำยังไงถึงจะเป็นแบบนี้ได้?

A : ผมว่าต้องบาลานซ์กันระหว่างการเรียนในห้องเรียนกับความรู้รอบตัว ผมว่าเด็กไทยโดยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้รอบตัวเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้ดีขึ้นเพราะมีมือถือ มีอินเทอร์เน็ต คนไทยเป็นคนที่ไม่รักกการอ่าน จริงๆ หนังสืออะไรก็ได้อ่านๆ ไปเถอะ เพราะจะทำให้เรามีความรู้อื่นๆ ที่ไม่อยู่ในห้องเรียน ด้วยความที่ทุกวันนี้มีสื่ออื่นๆ ให้เข้ามาเสพ ถ้าไม่เล่นแต่เกมกับโซเชียล แล้วเอาเวลาบนมือถือมาทำอย่างอื่นด้วยเนี่ย ผมว่ามันก็สามารถที่จะทำให้สมองรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองได้
เพราะอย่างนั้นสิ่งที่เรียกว่า ส.ป.ช. เราต้องหาสิ่งพวกนี้เข้ามาเยอะๆ สิ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ก็ช่วยได้ โดยวันเสาร์-อาทิตย์ พยายามที่จะมีกิจกรรมทำนอกบ้าน ไปทะเล ไปดูพิพิธภัณฑ์ ให้เห็นโลกในหลายมุม เปิดหู-ตา เปิดประสบการณ์บ้าง คือเมื่อก่อนเราไม่เห็นเมืองนอกเลยนะ สมัยนี้ถ้าอยากดูสิงคโปร์ก็เข้าไปดูในเว็บ แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นภาพ แต่สมัยก่อนไม่ได้เห็นคือไม่ได้เห็นเลย ไม่มีกูเกิล แต่สมัยนี้เด็กสามารถเรียนรู้อะไรได้ดีขึ้นเยอะ ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ อยากจะเน้นว่าการเรียนมันอีกเรื่องนึง ข้างนอกห้องเรียนก็สำคัญ มันต้องไปด้วยกัน

Q : ทำไมคุณไม่ชอบคุยเรื่องส่วนตัว เพราะเหตุผลอะไร โดยเฉพาะเรื่องครอบครัว เรื่องความรัก ?

A : เพราะถ้าเกิดผมบอกคุณ คุณก็ไปเขียน แล้วคนที่เขาไม่ได้ถูกเขียนอยู่ เขาก็งอน ผมก็มีปัญหาดิ (หัวเราะ)

Q : เป็นกุศโลบาย ถนอมน้ำใจกันและกัน ?

A : (หัวเราะ) ถามว่าเป็นผู้ชายลึกลับไหมก็ไม่หรอก ไม่ลึกลับขนาดนั้น 
ปัจจุบันผมมีครอบครัวแล้ว มีลูกสาว 1 คน ลูกสาวคนเดียวอายุจะ 18 ปีแล้ว

Q : คุณเป็นพ่อประเภทไหนครับ เลี้ยงลูกยังไง ?

A : เลี้ยงเอง ใกล้ชิด
 ถามว่าได้อะไรจากเราไหม เรื่องเรียนก็ได้เคมีเราไป (หัวเราะ) เรียนไม่เก่งพอกันเลย วิชาไหนที่เราได้เขาก็ได้ วิชาไหนที่เราตก เขาก็ตก ออกศิลปินนิดๆ เหมือนพ่อ ติสท์ๆ เป็นเคป๊อป ผมเลี้ยงลูกแบบไม่ตามใจเท่าไร จริงๆ ก็ตามใจ อะไรที่มีเหตุผลก็โอเค อันไหนที่ไม่มีเหตุผลก็ไม่

Q : ตีไหม ?

A : ตอนเด็กๆ ตี แต่ตอนโตมาไม่ตีแล้ว ด่าอย่างเดียว ผมเชื่อว่าการตีมันดีนะ แต่ก็ต้องมีเทคนิคในการตี ไม่ใช่เอะอะก็ ผัวะๆ ไม่ใช่ ผมต้องบอกว่าอย่างโรงเรียนเก่าผมเป็นการตีที่ดี การตี เขาตีแบบนี้ มึงซ่าใช่ไหม หนึ่งติ๊ด ยังไม่ตีๆ ซ่าอีกทีนะสองติ๊ด สามติ๊ดเมื่อไรนี่คือโดนหน้าเสาธง แล้วคนตี มีคนเดียวคืออาจารย์ใหญ่ จะเป็นไม้ฝังเหล็ก โดนตี 3 ที คือเป็นแนวอาทิตย์หนึ่งเลย คือมันตีแบบนี้ 1 คือ ประจานหน้าเสาธง แล้วก็ตีอยู่คนเดียว ไม่ใช่เอะอะก็ผัวะๆ แล้วเด็กมันจะจำ แล้วมันจะอายและไม่อยากทำอีก เอาเป็นว่าถ้าใครโดนแล้วน้ำตาไม่ไหล ก็ไม่ใช่คนอ่ะ ต่อให้ผู้ชายถ้าครั้งที่ 3 ลงซ้ำรอยเดิมนะ
ผมกำลังจะบอกว่าในโลกปัจจุบันการตีของครูหรือพ่อแม่มันก็จำเป็นนะ แต่ต้องมีกรอบในการตี แต่สรุปแล้วว่ายังเชื่อว่า การทำโทษด้วยการตีมันมีผล ตอนเด็กๆ ผมก็ตี แต่โตขึ้นมาก็ไม่ตีและ ไม่ใช่อายุ 14-15 ยังต้องมานั่งตีอีก มันก็ไม่ใช่ คือเล็กๆ นี่แหละ อนุบาล ประถม พอโตขึ้นมาเราก็ไม่แล้ว ใช้การพูดคุยเอา
Q : เดาว่าคุณคงใช้ชีวิตแบบเศรษฐี ฟู่ฟ่า ฟุ่มเฟือย?

A : ไม่เคย ผมใช้ชีวิตปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ยังซ่าเหมือนเดิม และก็ไม่ค่อยใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอยากได้อะไรก็ซื้อหมด ปกติผมก็ไม่สุร่ยสุร่ายอยู่แล้ว ไม่ขี้เหนียว แต่ก็ไม่ฟุ่มเฟือย ใช้พอประมาณ 

Q : ซื้อของที่เป็นรางวัลชีวิตแพงสุดให้กับตัวเองคืออะไร ?

A : บ้านต่างจังหวัดที่เขาใหญ่ 20 ล้านบาท ผมว่าชีวิตนี้ยังเอาเงินไปลงทุนทำอย่างอื่นได้อีก ต่อเงินได้อีก ยังไม่ใช่เวลาที่จะเอาไปซื้อของฟุ่มเฟือย 

Q : เจ้าของแอร์เอเชียบอกว่าคุณเป็นคนมีความสามารถมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ เป็นเพื่อนที่ดีและต้องการชัยชนะอยู่เสมอ แต่ละคำมีความหมายยังไง?

A : มุ่งมั่น ตั้งโจทย์มาแล้วทำให้ได้ ไม่เคยไม่ได้ โลกของการไม่เคยแพ้ ลงมือเมื่อไหร่ต้องชนะ อย่างวันนี้ตั้งเป้าว่าจะมี Market Share สัก 50% ก็ลองสัก 10 ปี ก็ได้กับได้เนี่ย 
ผมทำที่นี่มา 10 ปี ไม่เคยมีอะไรที่ไม่ได้เลย เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ซื่อสัตย์แน่นอน เราไม่เคยโกงกินบริษัท ไม่เคยเอาเปรียบลูกน้อง ความซื่อสัตย์นี่ต้องทำให้คนอื่นเห็นด้วย

Q : องค์ประกอบของการเป็นเพื่อนที่ดีระหว่างกันและกันคืออะไร ?

A : สามารถคุยกันอย่างเปิดเผย คุยกันไม่ซับซ้อน คุยกันสั้นๆ เพราะเราเข้าใจกัน ไม่ต้องอธิบาย 
ต้องการชัยชนะอยู่เสมอ เนื่องจากบริษัทมันโตอยู่ตลอดเวลา แล้วเราก็มีโจทย์ใหม่ๆ มาเรื่อยๆ ถ้างั้นวันนี้เราบอกอยากมี Market Share ครึ่งนึง เราก็ได้แล้ว เราบอกเป็นสายการบินที่ขนคนจีนเข้าไทยเยอะที่สุด ตอนนี้เราก็เกือบได้แล้ว คือตอนนี้ก็ต้องหาโจทย์ใหม่ว่าจะทำอะไร เวลาจะวางนโยบายไป เราก็ต้องชัดก่อน เพื่อที่จะเป็นแบบได้ถูกแนวของเรา

Q : คุณเป็นเจ้าของไอเดียกระฉูดขนาดไหน ?

A : ไม่ค่อยหรอก ไม่ใช่ไอเดีย แต่เป็น connection ที่เคลียร์ แล้วชัด แล้วสั้น

Q : ผู้บริหารที่เคยร่วมงานกับคุณบอกว่า คุณเป็นผู้บริหารที่เน้นเหตุผล อ่อนเยาว์และยังมีไฟอยู่เสมอ และให้โอกาสลูกน้อง อธิบายคำนี้หน่อย ?

A : ถ้าไม่มีเหตุผลงี้ก็ตอบคำถามลูกน้องไม่ได้ดิ ตอบคำถามคนข้างนอกได้ว่าทำไมเราถึงทำแบบนี้ คุณทำแบบนี้เพราะคุณชอบ แบบนี้ไม่ได้ ทำไมคุณถึงเปิดเส้นทางบินไปฉงชิ่ง เพราะคุณชอบ ไม่ได้นะ (หัวเราะ) ฉะนั้นต้องมีเหตุผลอธิบายประกอบทำไมต้องฉงชิ่ง แต่ถ้าใครอยากลองก็ให้ลอง ให้ทำ แต่ต้องดูก่อนว่าความเสียหายก็ไม่เยอะ
แม้กระทั่งมีบางอย่างที่เราเคยทำแล้วผิด เราทำไม่ได้ เราก็ให้คนอื่นเขาทำ เขาจะทำได้ อย่างเนี้ยเขาบอกจะไปไต้หวัน ผมบอกไม่มีตลาดหรอก รับรองยังไงก็เจ๊ง แต่ให้ทำไปก่อน แล้วค่อยอธิบายว่าทำไมอะไรอย่างงี้ เราก็ผิด เขาก็ผิดบ้าง เรียนรู้ซึ่งกันและกัน


ซีอีโอไทยแอร์เอเชียมาดเท่


Q : ให้โอกาสคนที่บอก จำเป็นแค่ไหน?

A : ให้โอกาสคน เวลาเราทำผิดยังขอโอกาสใหม่เลย 
มีไฟอยู่เสมอ ผมว่ามันมีอะไรให้คาดการณ์อยู่เรื่อยๆ นะ มีอะไรท้าทายอยู่เรื่อยๆ โจทย์ใหม่ๆ ก็มาเรื่อยๆ อย่าลืมนะว่าสภาพแวดล้อมเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เห็นไหมเมื่อก่อนไม่มีอาเซียน เดี๋ยวนี้อาเซียนก็จะเปิด เมื่อก่อนจีนไม่เปิดประเทศ เดี่ยวนี้จีนก็เปิด เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น มันก็สืบสภาพแวดล้อมรอบตัวเราในภูมิภาคเราก็เปลี่ยนตลอดเวลาก็มีสิ่งที่ challenge อยู่ตลอดเวลา พอท้าทายปุ๊บเราก็ชอบลอง

Q : ถ้าเปรียบเทียบเป็นผู้หญิงไทยแอร์เอเชียจะมีบุคลิกยังไง หน้าตายังไง ?

A : คงเปรี้ยวและสวย แล้วคงจะไฮเปอร์เล็กน้อย มีกลิ่นหอมประจำตัว

Q : ใครๆ ก็บินได้ มาจากไหน ?

A : มันก็ของ AIR ASIA นั่นแหละ มันมาจากสโลแกน Now everyone can fly คือ เราอยากให้ทุกๆ คนบินได้ แบบต่อไปนี้ใครๆ ก็จะบินได้แหละ แต่ถามว่าใครๆ เนี่ย มันเป็นคำที่ชาวบ้านๆ ดี แบบต่อไปนี้ทุกคนสามารถบินได้ หรือต่อไปนี้ทุกท่านสามารถบินได้ มันไม่ค่อยชาวบ้านอ่ะ ถามว่าไปปิ๊งมาจากไหน ไม่รู้ มันมาของมันเอง

Q : ซีอีโอวันทูโก บอกว่าอีก 3 ปี ไทยแอร์เอเชียของคุณจะชนะการบินไทย?

A : ผมว่าอาจจะสัก 5 ปี 3 ปี อาจจะเร็วไป ชนะในที่นี้คือชนะจำนวนผู้โดยสารไม่ใช่ชนะเรื่องยอดขาย กำไรอ่ะมากกว่าอยู่แล้ว แต่ผมว่าจะชนะกันมันต้องดูจำนวนผู้โดยสาร ตอนนี้ผู้โดยสารผม 12 ล้านต่อปี การบินไทยรู้สึกจะ 16 ต่อปี ก็ห่างอีกแค่ 4 ล้านเอง แล้วถ้าเราเพิ่มเครื่องอีก 3 ปี 5 ปี ก็อาจเป็นไปได้

Q : พูดแบบไม่กลัวคนหมั่นไส้ ?

A : ไม่ครับ การเป็นที่หนึ่งก็ต้องทำตัวให้ดี อย่าซ่า ให้คนเขารัก แบบนั้นน่ะน่าเป็นที่หนึ่ง

Q : ที่นี่ทำผลการสำรวจทุกๆ 3 เดือน เพื่ออะไร ?

A : เพื่อที่จะวัดให้ผลกลับไปหาแต่ละแผนก ว่าแผนกไหนเขามีความหย่อนยานลงไปไหม จะได้ปรับปรุง คือของเรามันเป็นธุรกิจบริการ งั้นเซอร์วิสมันต้องวัดตลอดเวลา

Q : สนใจการเมืองไหม เดาว่าคุณมีคนมาชวนเล่นการเมืองเยอะแน่เลย ?

A : (นิ่งคิด) มีครับ แต่ว่ายังไม่ถึงเวลา เราอยู่ในธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวังทุกๆ อย่าง 
ถามว่าเสพมุมไหนของการเมือง ผมไม่ชอบความขัดแย้ง ผมชอบให้ไม่มีปัญหาในบ้านเมือง ให้ทุกอย่างมันนิ่ง เพราะว่าจะได้ ... คือธุรกิจท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างเปราะบาง พอมีอะไรมากระทบนิดนึงปั๊บ ความเชื่อมั่นก็คงแย่ อย่างเวลาเราไปเที่ยวแล้วเราไม่สบายใจ เราก็คงไม่ไป ใช่ป่ะ แบบไฟป่าเข้า จะไปเชียงใหม่ ควันคงเต็มเมืองเลย หรือจะบอกว่ามีแผ่นดินไหว เราก็คงไม่ไปแล้ว คือทุกอย่างต้องพร้อมอ่ะ

Q : อนาคตหลังจากนี้ เราจะเห็นไทยแอร์เอเชียในรูปแบบไหน ?

A : ผมว่าบทบาทคงไม่เปลี่ยนไปมาก แต่สิ่งที่อยากเหนคือเทคโนโลยีให้มันมีบทบาทมากขึ้นในการจองตั๋วอะไร ให้คนสะดวกมากขึ้น อยากเห็นต้นทุนเราถูกลง อยากเห็นคนบินกับเราเยอะขึ้น ถ้าเกิดภาครัฐให้การสนใจสักนิดนึง ก็จะทำให้ต้นทุนถูกลง เราสามารถที่จะเป็นตัวจักรสำคัญในการนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยแล้วเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยได้ ไม่อยากให้มองเราเป็นคู่แข่งของสายการบินต่างชาติ ซึ่งผมว่ามันเป็นมุมมองที่ล้าสมัย ใครนำคนต่างชาติเข้าประเทศไทยได้ เราควรจะสนับสนุนเขา

ส่วนอีกสัก 5 ปีเราจะอยู่ในรูปแบบไหน ผมไม่รู้จริงๆ ตอบไม่ได้ ผมไม่รู้อนาคตข้างหน้ายังไง คือเป้าหมายในธุรกิจน่ะมี แต่ก็ยังไม่รู้ เรายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่อยากทำ แต่ตอนนี้กำลังเรียบเรียง ประมวลสมองอยู่ว่าควรจะทำอะไรก่อน อะไรหลัง เลยยังไม่อยากตอบคำถาม


ดอนเมืองคือบ้าน


Q : เกษียณสักกี่ปี คิดไว้ในใจ ?

A : ยังไม่เคยคิดเลย ไม่มีใครมาจีบ ไม่มีๆ ถึงมีก็ไม่ไป อย่างที่บอกคุณที่นี่คือบ้าน จริงๆ ใช้ชีวิตที่นี่มากกว่าที่บ้านด้วยซ้ำ
Q : มีคำถามไหนที่สื่อมวลชนทั้งต่างประเทศหรือประเทศไทยถามแล้วไม่ชอบ ไม่อยากตอบไหม ?

A : มี อย่างมีแฟนกี่คน 
Q : ถ้าอย่างนั้น คุณมีแฟนกี่คน?
A : อย่าถามเลย (หัวเราะ)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Detox ราคาประหยัดด้วยกระเจี๊ยบเขียว

หลังจากงานเฉลิมฉลอง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา หลายคนคงกินเลี้ยงสังสรรค์กัน อาจจะเผลอตามใจปาก อาจลืมดูแล สุขภาพ ตัวเอง ว่าในรอบปีที่ผ่านมาร่างกายเราทำงานหนักโดยเฉพาะสุขภาพภายในที่ต้องแบกภาระหนักกับอาหารการกินที่เรากินเข้าไปอย่างไม่ระวัง เช่น กินปลาดิบ เสต็ก ผักดิบ ของหมักดอง  อาหารเหล่านี้อาจจะมีพยาธิแฝงตัวอยู่ อย่างน้อยร่างกายเราควร detox การถ่ายพยาธิปีละครั้งก็เป็นเรื่องดี เนื่องจากเจ้าพยาธิจะทำให้เลือดลมเดินไม่ดี และเมื่อมีการวางใข่ก็จะทำให้เลือดสกปรก ส่งผลทำให้เป็น ไฝ ฝ้า ผิวพรรณหมองคล้ำ ไม่สดใส กระเจี๊ยบเขียว  เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพราะมีวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเส้นใยสูง คนไทยส่วนใหญ่นิยมนำ กระเจี๊ยบเขียวมาจิ้มน้ำพริก นอกจากนี้ยังนำมาทำอาหารได้หลายอย่างอาทิ ยำกระเจี๊ยบเขียว แกงกะหรี่ปลาใส่กระเจี๊ยบเขียว ผัดเมล็ดกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวชุบแป้งทอด เป็นต้น สรรพคุณทางยา กระเจี๊ยบเขียว  เป็นพืชที่หาซื้อได้ง่าย มีขายตามตลาดสดทั่ว รวมทั้งในศูนย์การค้า มีคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบนั้นมีสารเมือกพวกเพ...

20 อาหารล้างพิษ

20 อาหารล้างพิษค่ะเพื่อนๆครับ 20 อาหารล้างพิษค่ะเพื่อนๆ 1. สาหร่าย : ช่วยดูดซึมคลื่นรังสีที่สะสมในร่างกาย สามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก 2.  หัวหอม : ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดหลอดเลือด ลดระดับ LDL ตัวการก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น รักษาโรคหอบหืด โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่ 3. มะนาว : เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอน ดื่มสัปดาห์ละ 1-2 วัน จะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น 4. เมล็ดแฟลกซ์ : อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับ LDL นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันอีกด้วย 5. กระเจี๊ยบ : น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยขจัดชื้อแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ 6. ทับทิม : สามารถรักษาอา...

ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช 1 ใน 10 ด็อกเตอร์ระดับโลก

                                           ขณะนำเสนองานวิจัย ณ ประเทศญี่ปุ่น                    หากได้ลองค้นดูตามองค์กรต่าง ๆ เชื่อว่าประเทศไทยมีทรัพยากรบุคคลที่มี คุณค่าแฝงตัวอยู่ทุกวงการ และความเก่งกาจของคนไทยหลายคน มิใช่เพียง จะได้รับการ ยอมรับในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ความสามารถของคนไทย ได้ปรากฏให้เห็นในเวที โลก อยู่บ่อยทุกครั้งที่ได้รับการสนับสนุน และมีโอกาสแสดงฝีมือ เช่นเดียวกับด็อกเตอร์หนุ่ม คนนี้  "ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช" ผู้มีความรู้ความ สามารถทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์  ที่ทำงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา ในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยี สารสนเทศและ การสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต คอลัมนิสต์  หรือ นักวิเคราะห์ข่าวด้านไอที  และล่าสุดเขาได้รับคัดเลือกจากสำนักพิมพ์  Enzed Publishing House  ประเทศนิวซีแลนด์ เข้าสัมภาษณ์เ...