โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ส.ค. 2557 05:30

ห้องทำงาน

ออกเดินทาง

นั่งฟังคำถามอย่างตั้งใจ
Q : ชีวิตเข้ามาเส้นทางธุรกิจการบินมูลค่ามหาศาลยังไง
A : พอจบมาก็เริ่มทำงาน มันก็โตไปตามสายงานเรื่อยๆ ที่ผ่านมาก่อนจะมาอยู่แอร์เอเชียผมเปลี่ยนมา 3 บริษัท (บ.อาดัมส์ (ประเทศไทย) จำกัด บ.มอนซานโต้ ไทยแลนด์ และบ.วอร์เนอร์มิวสิก (ประเทศไทย) จำกัด) แล้วก็เรียนรู้วิชาตามที่เจ้านายเขาสอนมา จนกระทั่งมาที่นี่ไทยแอร์เอเชีย

รอยยิ้มซีอีโอ

แต่งตัวสบายๆ แต่ดูดี

อดีตนักเล่นบาส

ซีอีโอไทยแอร์เอเชียมาดเท่

ดอนเมืองคือบ้าน
ก่อนหน้าเข้ามา เขาเพิ่งเปิดห้องให้สัมภาษณ์ 'วอลสตรีท เจอร์นัล' คุยเรื่องธุรกิจ สถานการณ์บ้านเมือง และการบิน
ย้อนกลับไปก่อนหน้า หลายอาทิตย์ หลายเดือน หลายปีที่ผ่านมา ผู้บริหารหนุ่มคิวทองซุปเปอร์คอนเน็กชั่นก็วิ่งวุ่นไปกับงาน งาน งาน แต่เขาบอกว่า ได้ทำงานที่ชอบงานที่ใช่ชีวิตมันก็เหมือนไม่ได้ทำงาน
"ส่วนใหญ่ผมจะใช้เวลาไม่นาน ไม่ชอบอะไรอารัมภบทยาวๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องงาน ชีวิตง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเหมือนกัน" นักธุรกิจมากเสน่ห์เก่งลีลาแพรวพราวย้ำว่า ต่อให้เป็นเรื่องยากแค่ไหนก็คุยไม่เกิน 10 นาที
ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสเปิดบ้านค้นความลับและตัวตนของ โจ ทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียถึงเรื่องราวบันไดความสำเร็จในชีวิตที่ไม่ได้มาแบบไม่เสียเหงื่อ แบบที่คนพูดน้อยๆ เข้าถึงตัวยาก ไม่ค่อยเปิดปากเล่าที่ไหน
และเรื่องลับๆ ที่หลายคนไม่เคยรู้ ไม่เคยฟังจากปาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำงานหนังกับท่านมุ้ย หนึ่งในนั้นส่งไปออสการ์ หรือเรื่องความเชื่อที่ว่าที่นี่ของธุรกิจของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ลี้ภัย กระทั่งเรื่องราวฮือฮาเรื่อง 'ถ้า' จะลงเล่นการเมือง ที่ฟังแล้วมีหนาว
"สายการบินส่วนใหญ่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแทบทั้งนั้น แต่ที่นี่ไม่มีการเมือง" เขาย้ำว่าอีก 2 ปีจะเบอร์หนึ่งของสายการบินไทย
จากเด็กที่เกิดในครอบครัวไม่มีแต้มต่อ เป็นลูกบุญธรรมฝรั่ง เรียนไม่เก่ง เกเร ชอบดื่ม แต่วันหนึ่งกลับก้าวเข้าประสบความสำเร็จในชีวิตและมีวันนี้ได้
และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่ (เขาพูด) ยาวมากที่สุดครั้งหนึ่งของ เจ้าของทรัพย์สินมูลค่า 9.04 พันล้านบาทโดยประมาณ ที่ย้ำนักย้ำหนาว่าหัวใจยัง 'ซ่า' โซดายังอาย
Q : ตอนเด็กๆ คุณอยากเป็นอะไร?
A : อยากเป็น 'ทูต' ด้วยเหตุผลได้เดินทางเยอะ อยู่ประเทศนู้น อยู่ประเทศนี้ มาถึงตอนนี้ก็สมใจได้เดินทางเป็นว่าเล่นเลย เด็กๆ ผมเกิดในครอบครัวที่ฮามาก คุณพ่อเป็นช่างทำรถเป็น Engineer คุณแม่เป็นแม่บ้าน เกิดในครอบครัวชาวบ้านธรรมดาๆ ก็เรียนมาตามลำดับ จนถึงมหาวิทยาลัยเอแบค แต่ผมบ้าทำกิจกรรม เรียนหนังสือไม่ค่อยเป็น ถามว่าเกเรไหม (หัวเราะ) ก็พอสมควร ไม่ ซน เดินไปในทางที่ถูกที่ควรทุกครั้ง
Q : ใช้ชีวิตหมดเปลืองไปกับอะไร
A : ผมใช้ชีวิตหมดไปกับนอกห้องเรียนทั้งวันเลย (ยิ้ม) สมัยก่อนกิจกรรมไม่ค่อยมีอะไรทำเท่าไร ห้างไม่เดิน เธคไม่เข้า ไปบ้าง ผมว่าวัยรุ่นตอนเด็กๆ ผมเที่ยวเธคไม่เกิน 10 ครั้ง แต่ชอบเล่นกีฬาเช่นบาสฯ ชอบอยู่กับเพื่อนๆ แบกเป้ออกต่างจังหวัด โบกรถ อย่างที่ผมบอกผมเรียนไม่เก่งเลย ตั้งใจแล้วนะแต่เรียนไม่รู้เลย เรียนกี่ครั้งก็ไม่รู้เรื่อง ผมแทบจะไม่เคยโดดเรียน เพียงแต่สมองมันไม่เปิด ที่จริงผมว่าตำราเขียนไม่ดีหรือครูสอนไม่ดีก็ไม่รู้ เลยทำให้ผมเรียนไม่รู้เรื่อง
Q : ไม่มีวิชาไหนที่ทำดีเลย ?
A : มีวิชาคอมพิวเตอร์อย่างเดียวที่ได้ดีหน่อย นอกนั้นก็ปานกลางถึงขั้นแย่ ก็ไม่มีดี แต่หน้าที่ผมก็คือต้องเรียนให้มันจบ ตกแล้วก็ดรอปอีก ตกแล้วก็เรียนใหม่ ผมเรียนจบปริญญาตรีจบที่เกรดเฉลี่ย 2.01 คาบเส้น เขาให้จบ 2.0 แต่เราแถมให้ .01 ก็พอแล้ว เทอมสุดท้ายถ้าไม่จบก็รีไทร์ เรียนอยู่บนเส้นยาแดงผ่าแปดมาตลอด อยู่ในมหา’ลัยด้วยความตุ๊มๆ ต่อมๆ ตลอดเวลา แต่ก็จบ 5 ปี ถือว่าไม่เลวร้ายเท่าไหร่
A : มีวิชาคอมพิวเตอร์อย่างเดียวที่ได้ดีหน่อย นอกนั้นก็ปานกลางถึงขั้นแย่ ก็ไม่มีดี แต่หน้าที่ผมก็คือต้องเรียนให้มันจบ ตกแล้วก็ดรอปอีก ตกแล้วก็เรียนใหม่ ผมเรียนจบปริญญาตรีจบที่เกรดเฉลี่ย 2.01 คาบเส้น เขาให้จบ 2.0 แต่เราแถมให้ .01 ก็พอแล้ว เทอมสุดท้ายถ้าไม่จบก็รีไทร์ เรียนอยู่บนเส้นยาแดงผ่าแปดมาตลอด อยู่ในมหา’ลัยด้วยความตุ๊มๆ ต่อมๆ ตลอดเวลา แต่ก็จบ 5 ปี ถือว่าไม่เลวร้ายเท่าไหร่
ตอนเรียนผมทำกิจกรรมเยอะ เจอผู้คนเยอะตอนที่เรียนหนังสืออยู่ ฐานะทางบ้านก็ไม่ค่อยดี เลยต้องไปเป็นเซลส์ขายคอมพิวเตอร์ได้เงินไม่เยอะ 3,500 บาท ได้ค่าคอมมิชชั่นอีกประมาณ 1,500-2,000 บาท เดือนนึงก็ได้ประมาณ 5,000-6000 บาท แม่ให้ 3,000 บาท ก็เหลือเงินเดือน 8,000 บาท หาเงินเอาไว้เที่ยวกับเพื่อนๆ แบกคอมฯ ไปขายคอมพิวเตอร์สมัยก่อนก็ตัวใหญ่มาก หน้าจอใหญ่ แล้วรถผมก็ไม่มี ต้องแบกขึ้นรถเมล์ขึ้นสาย 95, ปอ.15 จำได้แม่น (หัวเราะ) เพื่อเอาคอมฯไปให้ลูกค้า ดูเสร็จต้องแบกคอมฯ กลับไปสีลมเก็บของ แล้วนั่งจากสีลมมาเรียนเอแบคที่หน้ารามเพื่อมาเรียนหนังสือ ตอนนั้นผมย้ายมาเรียนภาคค่ำ วันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อที่จะได้ทำงานตอนกลางวันได้ แต่เอาเข้าจริงชีวิตผมเน้นกิจกรรมเป็นหลักแหละ ที่เหลือก็เป็นเล่นกีฬา จะชอบเล่นบาสฯ ฝีมือก็พอได้อยู่ เล่นเป็นเซ็นเตอร์ ผมติดเพื่อน พอตกเย็นก็มีแต่ก๊วนเล่นกีฬา เล่นเสร็จก็ไปลงขวด (หัวเราะ)
Q : เสน่ห์ของการดื่มอยู่ตรงไหน
A : สมัยเรียนติดเพื่อนมากกว่า ไม่ได้ชอบรสชาติ ชอบบรรยากาศที่อยู่ในวงเหล้า นั่งคุยกันฮา แล้วมีความรู้สึกว่ารักกันจริง เพื่อนเจอตอนกลางวันไม่ค่อยรักกัน ตอนกลางคืนทำไมมันรักกันจังวะ นึกออกป่ะ ตื่นเช้ามา เอ๊ะ...เมื่อคืนมึงรักกูไหมตกลง (หัวเราะ) บรรยากาศมันสนุก วัยรุ่นไม่ต้องคิดไรมาก สมัยซ่าๆ กิจกรรมที่ทำมีไม่กี่อย่าง ดูหนัง แทงสนุ๊ก เล่นกีฬา...
A : สมัยเรียนติดเพื่อนมากกว่า ไม่ได้ชอบรสชาติ ชอบบรรยากาศที่อยู่ในวงเหล้า นั่งคุยกันฮา แล้วมีความรู้สึกว่ารักกันจริง เพื่อนเจอตอนกลางวันไม่ค่อยรักกัน ตอนกลางคืนทำไมมันรักกันจังวะ นึกออกป่ะ ตื่นเช้ามา เอ๊ะ...เมื่อคืนมึงรักกูไหมตกลง (หัวเราะ) บรรยากาศมันสนุก วัยรุ่นไม่ต้องคิดไรมาก สมัยซ่าๆ กิจกรรมที่ทำมีไม่กี่อย่าง ดูหนัง แทงสนุ๊ก เล่นกีฬา...
Q : จีบหญิง?
ก็ด้วย หรือไม่ก็ตั้งวงดื่ม ที่จริงผมเน้นตั้งวงดื่มกับเล่นบาสฯ เน้นหนัก 2 อย่างนี้ วันเสาร์-อาทิตย์ ก็ออกไปตั้งแคมป์ต่างจังหวัด โบกรถสิบล้อ ตังค์ไม่มี ผลัดๆ กันโบก 3 คน 4 คน ผู้ชายหมด แล้วก็ไปเพชรบุรีไปตั้งแคมป์ ทำกับข้าวกิน
Q : ชีวิตเข้ามาเส้นทางธุรกิจการบินมูลค่ามหาศาลยังไง
A : พอจบมาก็เริ่มทำงาน มันก็โตไปตามสายงานเรื่อยๆ ที่ผ่านมาก่อนจะมาอยู่แอร์เอเชียผมเปลี่ยนมา 3 บริษัท (บ.อาดัมส์ (ประเทศไทย) จำกัด บ.มอนซานโต้ ไทยแลนด์ และบ.วอร์เนอร์มิวสิก (ประเทศไทย) จำกัด) แล้วก็เรียนรู้วิชาตามที่เจ้านายเขาสอนมา จนกระทั่งมาที่นี่ไทยแอร์เอเชีย
Q : หลายคนรู้ไม่รู้ว่าคุณเคยเขียนบทหนังถึงขั้นส่งไปออสการ์ อยู่กับท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ด้วย ?
A : ก็ไม่เชิงเขียน นั่งช่วยกันเป็นลูกมือท่าน ทำทุกอย่าง ผมรู้จักท่านได้เพราะเพื่อนที่เรียนด้วยกันพี่สาวเขาเป็นหม่อมที่รู้จักกับท่านมุ้ย แล้วผมสนิทกับน้องชายเขา แล้วก็เข้า-ออกในกองถ่ายตั้งแต่อยู่มัธยม เพื่อนก็ไปทำ แต่เพื่อนจะอยู่กอง ส่วนเราอยู่ออฟฟิศก็ช่วยท่านทำเหมือนเป็นเลขาฯท่าน ทำทุกอย่างจริงๆ ติดต่อเมืองนอก ติดต่อ นู่น นี่ นั่น นั่งเขียนบท ตัดต่อบทส่งให้ดารา
ที่นั่นผมทำหนังอยู่ 3 เรื่อง 1.คนเลี้ยงช้างเป็นหนังที่ทำเยอะที่สุด 2.มือปืน 2 สาละวิน และ 3.น้องเมีย ผมทำคนเลี้ยงช้างมาก่อนทำส่งออสการ์ด้วย ผมเป็นคนทำซับไตเติ้ลเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกๆ ที่ส่งออสการ์ รู้สึกจะได้อันดับหนังที่ 15 ของหนังต่างประเทศที่เมืองคานส์ เรื่องนี้ผมทำซับไตเติ้ล แล้วก็ตัดต่อ ทำทุกอย่าง กินนอนอยู่ในห้องตัดต่อ ห้องอัดเสียงกับท่านมุ้ย เรียกว่าตามไปทุกที่ทำอะไรก็ต้องไปทำด้วยกัน
Q: มีโอกาสได้ซึมซับอะไรจากท่านมุ้ยบ้างไหม
A : ท่านแบบดูยิ่งใหญ่นะ เก่งและอึดอดทนมากๆ ไม่หลับไม่นอน 3 วัน ถ้าไม่เสร็จก็ไม่นอนเลย ไม่รู้อยู่ได้ไง ไอ้เราบางทียังง่วงเลย แกอายุเยอะกว่าเราตั้งเยอะผมอยู่ทำงานกับท่านตอนยังเรียนไม่จบ พอเรียนจบปุ๊บก็ตัดสินใจว่าอยากจะทำงานเกี่ยวกับที่เรียนมาก็เลยอยู่บริษัทผลิตลูกอม
Q : ดูไม่ค่อยเกี่ยวกันเลย ?
A : จริงๆ ที่ผมเรียนมาเป็นสาย marketing เรียนจบ marketing จบมาแบบไม่ค่อยรู้เรื่องว่าเรียนจบอะไรมาบ้าง ซึ่งที่นั่นเป็นบริษัทต่างชาติมันมีระบบ ที่นี่ผมได้เรียนรู้ว่าระบบการทำงานเป็นยังไง ขั้นตอนการทำงานเป็นยังไง การจะออกสินค้าใหม่เป็นยังไง ออกมาแล้วต้องทำยังไง ฝ่ายขายต้องทำยังไง ฝ่าย marketing ทำไง โฆษณาทำยังไง ก็เรียนรู้ที่นั่นแหละ ถือเป็นต้นแบบ ผมทำงานหนักอยู่ฝ่ายการตลาด มานานเกือบ 5 ปี
Q : ได้อะไรบ้างที่บริษัทลูกอมและน้ำตาลเทียมบ้าง?
A : ก็ได้ฟันผุมา (หัวเราะ) ได้ความรู้เบสิกทางด้านการตลาดมาพอสมควร ก็เป็นสิ่งที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้จริงๆ แล้ว
Q : การทำงานระหว่างบริษัทคนไทยกับ บริษัทต่างประเทศแตกต่างกันไหม?
A :งานมันคนละประเภทเลย อันนึงมันเป็นงานแบบมีระบบ มีโน่นมีนั่น ของท่านมุ้ยนี่คือเหมือนกับครีเอทีฟอ่ะ เป็นงานศิลปะ เวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ตื่นกี่โมงก็ได้ แต่ห้ามนอน (หัวเราะ) 3 วัน 4 วัน ยังเคยเลย หลังจากนั้นก็เหมือนเข้าสู่ เข้าสาย พองานอยู่นี่ 5 ปี มีคนมาชวนทำงานใหม่ เราก็ไป และมาจบอยู่ที่ Warner music ทำเพลงแล้วก็กระโดดมาแอร์เอเชีย
Q : warner music ท่าทางจะสนุกน่าดู
A : สนุกดีฮะ ฮามาก ลูกน้องดี แล้วช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ยังดีอยู่ แต่เริ่มจะลงล่ะ เพราะแผ่นผีเยอะมาก แต่ก็ยังมีความสนุกหลงเหลืออยู่บ้าง ผมได้มิตรแท้ พี่แท้เยอะมากไม่ว่าจะเป็นพี่แอ๊ด และกลุ่มคาราบาว ปู-พงษ์สิทธิ์ มี วิยดา โกมารกุล และพี่สาวอีกหลายๆ คน เป็นชีวิตที่สนุกรึเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่าลูกสาวคนเนี้ยก็โตในห้องอัด (หัวเราะ) คาราบาวก็ทำอัลบั้มไป ไอ้นี่ก็นอนกินนมอยู่บนพื้นห้องอัด ผมอยู่ที่นั่น 5 ปี แล้วกระโดดมาทำ แอร์เอเชีย เพราะทีมงานที่อยู่ แอร์เอเชีย ยุคแรกๆ ส่วนใหญ่จะเป็นทีมที่มาจาก warner music จากหลายๆ ประเทศ มาฟอร์มทีมกัน ตั้งกันเป็นแอร์เอเชีย แล้วก็เลยชวนกันออกมาทำ
Q : ออกมาทำชนิดที่ ไม่เคยทำธุรกิจเรื่องเกี่ยวกับการบินมาก่อน ?
A : ไม่เคย ทุกคนในนั้นไม่เคยเลย เรื่องความยาก-ง่าย เนื่องจากเรามันโง่ตรงที่เราไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง มันก็เลยทำไปแบบนั้น มีปัญหาก็แก้ๆ กันไป ก็มันไม่รู้ว่าจะเจออะไร เพราะถ้าเกิดเป็นคนสายการบิน เขารู้ว่าจะเจออะไร เขาก็คงไม่ทำแบบเรา ตอนแรก ๆ ประสบปัญหาทุกอย่างเลย เพราะเราไม่รู้เลย เราไม่รู้เลยว่าเราจะเจออะไรบ้างไง อย่างเราต้องขายตั๋วบนอินเทอร์เน็ต เพราะว่าเราไม่อยากมีเอเจนต์ พอเราไม่ work คุยกับเอเจนต์ เอเจนต์ก็ไม่ขายตั๋วให้เราอีก เสร็จปั๊บ อินเทอร์เน็ตบ้านเราตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยบูม ก็เลยใช้ไม่เป็น แบบนี้ยอดขายบนอินเทอร์เน็ตก็ 30-40% ก็เลยแบบขลุกๆ ขลักๆ
A : ไม่เคย ทุกคนในนั้นไม่เคยเลย เรื่องความยาก-ง่าย เนื่องจากเรามันโง่ตรงที่เราไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง มันก็เลยทำไปแบบนั้น มีปัญหาก็แก้ๆ กันไป ก็มันไม่รู้ว่าจะเจออะไร เพราะถ้าเกิดเป็นคนสายการบิน เขารู้ว่าจะเจออะไร เขาก็คงไม่ทำแบบเรา ตอนแรก ๆ ประสบปัญหาทุกอย่างเลย เพราะเราไม่รู้เลย เราไม่รู้เลยว่าเราจะเจออะไรบ้างไง อย่างเราต้องขายตั๋วบนอินเทอร์เน็ต เพราะว่าเราไม่อยากมีเอเจนต์ พอเราไม่ work คุยกับเอเจนต์ เอเจนต์ก็ไม่ขายตั๋วให้เราอีก เสร็จปั๊บ อินเทอร์เน็ตบ้านเราตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยบูม ก็เลยใช้ไม่เป็น แบบนี้ยอดขายบนอินเทอร์เน็ตก็ 30-40% ก็เลยแบบขลุกๆ ขลักๆ
หรือไม่มีอาหารเสิร์ฟ คนก็บ่น ว่าแบบอะไรวะ ไม่มีโน่น นี่ นั่น เลย ซื้อตั๋วแล้วก็คืนไม่ได้อีกสารพัดสารเพเรื่อง คือทั้งหมดเป็นโมเดลใหม่ คนเขายังไม่ชอบ ยังไม่ชิน พอไม่ชินก็มีเสียงบ่น ทำไมทำอย่างโน่นอย่างนี้ เอาเปรียบผู้บริโภครึเปล่า แต่มันก็เป็นของใหม่ เราก็ใช้วิธีแก้กันทีละเปราะๆ 3-4 ปี จึงเริ่มที่จะพอเข้าที่เข้าทางบ้าง แต่ระหว่างทางก็เจอปัญหาทุกวัน ถามว่าไม่ท้อเหรอ ไม่ท้อ เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว คือเป็นเรื่องใหม่ อันนี้พอเข้าใจได้ ตอนนั้น แอร์เอเชีย ที่นี่เริ่มต้นด้วยคนราว 200 เอง จริงๆ บริษัทแม่ แอร์เอเชีย อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย แล้วเขาก็มาไดเวนเจอร์กับเรา เขาถือหุ้น 49% เราถือ 51%
Q : ดูตามเส้นทาง และการดีลธุรกิจแต่ละดีลจนมาเป็นที่นี่ คุณได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์คอนเน็กชั่นคนหนึ่งในเมืองไทย
A : คอนเน็กชั่นใช่ แต่ยังไม่ซุปเปอร์ (หัวเราะ) อย่างที่บอก จริงๆ เรารู้จักกันอยู่แล้วมากกว่า ผมยังจำบรรยากาศวันแรกที่นี่ได้เลยนะสนุกกว่าวันนี้นะ ตอนนี้มันเริ่มใหญ่ คนเริ่มเยอะ สมัยก่อนนี้แบบเจอกันทุกวัน เฮฮา และระหว่างทางมันก็มีเหตุการณ์โน่น นี่ นั่น เข้ามากระทบอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องการเมืองทั้งหลาย ถ้าพูดถึงจุดเปลี่ยนก็ยังไม่เปลี่ยน เพราะเราก็เป็นไทยแอร์เอเชียของเราอยู่ ตอนนั้นคุณทักษิณผู้ถือหุ้น 49% ขายหุ้นไทยแอร์เอเชียให้เทมาเส็กแต่นโยบายไม่ชัดเจน คนในองค์กรเร่ิมไม่มั่นคง แต่เราต้องการทำให้ไทยแอร์เอเชียปลอดการเมือง ก็เลยคุยกับผู้บริหารทั้ง 5 คนในปัจจุบันว่าต้องไปซื้อกลับมาจากเทมาเส็ก ถามว่าตัดสินใจอย่างไร ตอนนั้นไม่ต้องตัดสินใจเลย ต้องทำเลย ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ทัน
Q : ในวงสนทนา 5 คนวันนั้นคุยอะไรกันบ้าง
A : ก็ถามกันว่าเอาไหม ทุกคน (ทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย, พรอนันต์ เกิดประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน, นาวาอากาศเอกธนภัทร งามปลั่ง ผอ.การฝ่ายปฏิบัติการการบิน ปรีชญา รัศมีธานินทร์ ผอ.วิศวกรรม หม่อมหลวงบวรนวเทพ เทวกุล ผอ.การฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และสันติสุข คล่องใช้ยา ผอ.ฝ่ายการพาณิชย์) พูดตรงกันว่าเอา เราก็ไปหาตังค์กัน ประมาณเกือบพันล้าน เราก็กู้มาเป็นก้อนทีเดียว แล้วก็เอามาแบ่ง (มีหุ้นร่วมกัน 55%) แต่ของผมๆ มันครึ่งกว่าอยู่แล้ว
Q : คุยกับธนาคารยังไงเพราะเงินกู้ไม่ใช่น้อยๆ แถมธุรกิจนี้ก็มีการเมืองมาเกี่ยวข้องด้วย ?
A : ก็บอกแบบนี้แหละ ก็ไม่มีใครให้ก็กู้ กลัวหางเลขทางการเมือง ก็กู้แบงก์ต่างชาติ (Credit Suisse) แบงก์ไทยไม่มีใครกล้าปล่อยกู้เลย
A : ก็บอกแบบนี้แหละ ก็ไม่มีใครให้ก็กู้ กลัวหางเลขทางการเมือง ก็กู้แบงก์ต่างชาติ (Credit Suisse) แบงก์ไทยไม่มีใครกล้าปล่อยกู้เลย
Q : วันนี้พูดได้เต็มปากแล้วใช่ไหม ว่าไทยแอร์เอเชียเป็นของพวกเรา 5-6 คนแล้ว ?
A : พูดได้เต็มปากและเต็มใจ จริงๆ ไม่ใช่ของพวกเราล่ะ เพราะเราจดเป็นตลาดหลักทรัพย์ล่ะ เป็นของคนไทย แต่ก็ยังมีคนพูดถึงอยู่ว่าเป็นของโน่น นี่นั่น เหมือนอย่างวันนี้ เทมาเส็ก ขาย AIS ไปแล้ว เทมาเส็กยังบอกเป็นของทักษิณอยู่ ซึ่งมันก็ห้ามไม่ได้
Q : ย้ำอีกทีตอนนี้ไทยแอร์เอเชียเป็นของคุณทักษิณอยู่ไหมตอนนี้
A : ไม่เป็นๆ ไม่มี
Q : ไม่มี นอมินี ...?
A : ไม่มีครับ เพราะว่าวันที่ขาย ก็จบ จบตั้งแต่ตรงนั้นล่ะ ถามว่าผลกระทบเยอะไหม เยอะมาก ถ้าเกิดเราไม่ซื้อกลับ เราก็คงจอดำเหมือนในทีวี แต่ก็รอดมาได้ เรียกได้ว่าพอทำอะไรเสร็จปั๊บก็เดินหน้ากันเต็มสูบ เพราะเราจะใช้หนี้เขาได้ เราต้องทำบริษัทให้แข็งแรงถือเข้าตลาดหลักทรัพย์ เราก็จะเอาเงินที่เราได้จากการขายหุ้นมาชำระหนี้ และในช่วงนั้น 5 ปี ก็ปั่นให้บริษัทมันโต เพราะถ้าเกิดไม่โต มันก็เข้าตลาดไม่ได้ พอเข้าตลาดไม่ได้ เมื่อครบ 5 ปี แล้วไม่มีเงินไปจ่ายเขา เดี๋ยวก็โดนยึดอีก เพราะช่วงนั้นพอผ่านมาปั๊บ ก็เป็นช่วง 5 ปี ที่ต้องทำให้แข็งแรง แล้วเราก็เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ 2 ปีและ
A : พูดได้เต็มปากและเต็มใจ จริงๆ ไม่ใช่ของพวกเราล่ะ เพราะเราจดเป็นตลาดหลักทรัพย์ล่ะ เป็นของคนไทย แต่ก็ยังมีคนพูดถึงอยู่ว่าเป็นของโน่น นี่นั่น เหมือนอย่างวันนี้ เทมาเส็ก ขาย AIS ไปแล้ว เทมาเส็กยังบอกเป็นของทักษิณอยู่ ซึ่งมันก็ห้ามไม่ได้
Q : ย้ำอีกทีตอนนี้ไทยแอร์เอเชียเป็นของคุณทักษิณอยู่ไหมตอนนี้
A : ไม่เป็นๆ ไม่มี
Q : ไม่มี นอมินี ...?
A : ไม่มีครับ เพราะว่าวันที่ขาย ก็จบ จบตั้งแต่ตรงนั้นล่ะ ถามว่าผลกระทบเยอะไหม เยอะมาก ถ้าเกิดเราไม่ซื้อกลับ เราก็คงจอดำเหมือนในทีวี แต่ก็รอดมาได้ เรียกได้ว่าพอทำอะไรเสร็จปั๊บก็เดินหน้ากันเต็มสูบ เพราะเราจะใช้หนี้เขาได้ เราต้องทำบริษัทให้แข็งแรงถือเข้าตลาดหลักทรัพย์ เราก็จะเอาเงินที่เราได้จากการขายหุ้นมาชำระหนี้ และในช่วงนั้น 5 ปี ก็ปั่นให้บริษัทมันโต เพราะถ้าเกิดไม่โต มันก็เข้าตลาดไม่ได้ พอเข้าตลาดไม่ได้ เมื่อครบ 5 ปี แล้วไม่มีเงินไปจ่ายเขา เดี๋ยวก็โดนยึดอีก เพราะช่วงนั้นพอผ่านมาปั๊บ ก็เป็นช่วง 5 ปี ที่ต้องทำให้แข็งแรง แล้วเราก็เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ 2 ปีและ
Q : คุณเคยบอกว่าไม่อยากเข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ที่นี่มีความลับอะไรหนักหนาขนาดนั้น ?
A : บางครั้งมันเป็นเรื่องของความลับว่าจะเปิดเส้นทางไหน ยังไง หรือเราเปิดให้คนอื่นเห็นหมดเลย ข้อดีคือความโปร่งใส แต่ข้อเสียคือบางทีมันก็เป็นความลับของบริษัท แล้วเราอยู่ที่ช่วงที่มีคู่แข่งเยอะ ถ้าเราไปเปิดหมดเลย คนก็เห็น เอ๊ะ ..ต้นทุนไอ้นี่แพงกว่า ของเราถูกกว่า หลายๆ อย่างเป็นแผนกลยุทธ์ที่เราต้องไปเปิดเผย แล้วทุกคนก็จะรู้
Q : ไม่แฟร์ คนคิดก็คิดกันตาย ?
A : ก็ใช่ไง แต่มันก็ตรงที่ความโปร่งใสไง เราเห็นเขา เขาก็เห็นเราเหมือนกัน อย่างที่บอกผมว่าข้อดีก็คือพอเข้าตลาดหลักทรัพย์ มันก็ดูเป็นบริษัทที่แข็งแรงขึ้น เวลาเราไปกู้เงินซื้อเครื่องบิน เราก็ได้ธุรกรรมที่ดอกเบี้ยถูกกว่า แล้วเราก็สามารถที่จะระดมทุนการตลาดได้ ไม่จำเป็นต้องกู้แบงก์เสมอไป หรือว่าใช้กรรมวิธีอื่นได้ แต่ข้อเสียคือมันก็ต้องถูกจำกัดกฎกติกาของตลาดหลักทรัพย์ บางครั้งทำให้ความคล่องตัวมันอาจจะหายไปบ้าง ประการที่สองก็คือว่าคู่แข่งอาจเห็นเราทะลุไส้ทะลุพุง แต่ในขณะเดียวกันถ้าบริษัทคู่แข่งเข้าตลาด เราก็เห็นเขา ทะลุไส้ทะลุพุงเหมือนกัน
Q : ในกลุ่มโลว์คอสต์วันนี้แอร์เอเชียถือเป็นอันดับหนึ่ง ? A : ใช่ครับ เรามีสัดส่วนการตลาดอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง 50%
Q : ล่าสุดปีที่แล้วโต 22% ถือว่าเป็นการโตที่ค่อนข้างเยอะพอสมควรมันสะท้อนว่าอะไร ?
A : บางครั้งมันเป็นเรื่องของความลับว่าจะเปิดเส้นทางไหน ยังไง หรือเราเปิดให้คนอื่นเห็นหมดเลย ข้อดีคือความโปร่งใส แต่ข้อเสียคือบางทีมันก็เป็นความลับของบริษัท แล้วเราอยู่ที่ช่วงที่มีคู่แข่งเยอะ ถ้าเราไปเปิดหมดเลย คนก็เห็น เอ๊ะ ..ต้นทุนไอ้นี่แพงกว่า ของเราถูกกว่า หลายๆ อย่างเป็นแผนกลยุทธ์ที่เราต้องไปเปิดเผย แล้วทุกคนก็จะรู้
Q : ไม่แฟร์ คนคิดก็คิดกันตาย ?
A : ก็ใช่ไง แต่มันก็ตรงที่ความโปร่งใสไง เราเห็นเขา เขาก็เห็นเราเหมือนกัน อย่างที่บอกผมว่าข้อดีก็คือพอเข้าตลาดหลักทรัพย์ มันก็ดูเป็นบริษัทที่แข็งแรงขึ้น เวลาเราไปกู้เงินซื้อเครื่องบิน เราก็ได้ธุรกรรมที่ดอกเบี้ยถูกกว่า แล้วเราก็สามารถที่จะระดมทุนการตลาดได้ ไม่จำเป็นต้องกู้แบงก์เสมอไป หรือว่าใช้กรรมวิธีอื่นได้ แต่ข้อเสียคือมันก็ต้องถูกจำกัดกฎกติกาของตลาดหลักทรัพย์ บางครั้งทำให้ความคล่องตัวมันอาจจะหายไปบ้าง ประการที่สองก็คือว่าคู่แข่งอาจเห็นเราทะลุไส้ทะลุพุง แต่ในขณะเดียวกันถ้าบริษัทคู่แข่งเข้าตลาด เราก็เห็นเขา ทะลุไส้ทะลุพุงเหมือนกัน
Q : ในกลุ่มโลว์คอสต์วันนี้แอร์เอเชียถือเป็นอันดับหนึ่ง ? A : ใช่ครับ เรามีสัดส่วนการตลาดอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง 50%
Q : ล่าสุดปีที่แล้วโต 22% ถือว่าเป็นการโตที่ค่อนข้างเยอะพอสมควรมันสะท้อนว่าอะไร ?
A : จริงๆ ทุกปีเราเติบโตเยอะกว่านี้นะ ปีที่แล้วเราไปฝืดเอาปลายปี
ซึ่งก็ไม่มีนัยอะไร โลว์คอสต์เองเนี่ย เมื่อก่อนก็ไม่เคยมีสายการบินเลย พอเราไปเปิดเป็นโลว์คอสต์ปั๊บ มันมีอีกเยอะที่คนเขายังไม่ได้บิน เราถึงอยู่ได้ทุกวันนี้ แล้วเราก็มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผู้โดยสารต่างชาตินี่ค่อนข้างเยอะด้วย พอมาถึงปุ๊บก็เที่ยวต่อในเมืองไทย ในขณะที่สายการบินอื่นอาจมีเฉพาะแค่ logistic อย่างเดียว
Q : กลยุทธ์ที่ทำให้ไทยแอร์เอเชียเป็นที่หนึ่งในโลว์คอสต์ของคุณคืออะไร
A : แอร์สวย (หัวเราะ) และราคาถูก คือโลว์คอสต์มันไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก ราคาต้องถูก ไม่มีอะไรเลย เราต้องทำให้ต้นทุนถูก อย่าไปใช้เงินฟุ่มเฟือย ทำยังไงให้ตัวมันเล็กตลอดเวลา ถ้าเกิดงั้นเนี้ยเราก็สามารถใช้ตั๋วในราคาถูกได้ กลยุทธ์หลักๆ ของไทยแอร์เอเชียที่ทำให้เราชนะ 1. ถูก ราคาต้องถูก ประหยัด มีเส้นทางที่หลากหลาย ครอบคลุม ไม่ใช่ว่าถูกอย่างเดียว แล้วบินอยู่ 2 ที่ มันก็ไม่ไปไหน ถ้าเกิดไปดูโลว์คอสต์เมืองนอก จะเห็นว่าบินไปทุกที่เลย แต่สำคัญ ราคาต้องประหยัดจริงๆ ไม่งั้นคนก็ไม่มาบินเรา
Q : มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกไม่จริง เพราะไทยแอร์เอเชียซ่อนค่าโน่นนี่เยอะมาก
A : ไม่ใช่ๆ คือเครื่องบินโลว์คอสต์ที่จริง คุณจะต้องเก็บค่าตั๋วให้ถูกที่สุด แล้วเราจะเอาเปรียบผู้บริโภคไม่ได้ ฉะนั้นวันนี้คุณไม่โหลดกระเป๋า คุณไปเชียงใหม่ ไปเช้าเย็นกลับ คุณไม่โหลดกระเป๋า ผมจะไปเก็บค่าโหลดกระเป๋าคุณไม่ได้ ดังนั้นคุณจะเดินทางตัวปลิว แล้วค่าตั๋วคุณจะถูกมาก เพราะคุณจะเสียเฉพาะค่าตั๋ว สมมติให้ฟัง ไฟลท์หนึ่งชั่วโมงหนึ่งคุณไม่กินข้าว ไม่ต้องซื้ออะไรเลย แต่ในขณะเดียวกันคุณมีเพื่อนคุณไปอยู่อาทิตย์นึง เขาต้องโหลดกระเป๋า ฉะนั้นเราจะเก็บค่าโหลดกระเป๋าเขา งั้นใครไม่ใช้เราจะไม่เก็บ ใครใช้เราจะเก็บ ใครที่ขนสัมภาระเยอะ เหมือนคุณบินตัวเปล่าใช้น้ำมันกิโลเดียว แต่เพื่อนคุณเอากระเป๋าไปด้วยใช้น้ำมัน 2 กิโล คุณจะให้เพื่อนคุณจ่ายเท่าคุณก็ไม่ถูก นั่นก็คือ concept ของ โลว์คอสต์ ใครจะบอกว่าเราเก็บยิบย่อย ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าเกิดคุณไม่เข้าใจ ก็แสดงว่าคุณไม่เข้าใจโลว์คอสต์ จริงๆ โลว์คอสต์แท้ๆ ต้องประหยัด ดังนั้นงั้นเราถึงทำทุกอย่างแยกชิ้นหมดเลย อาหารไม่รวม เรื่องที่นั่งไม่รวม สัมภาระไม่รวม อะไรๆ ไม่รวม
แต่ถ้าเกิดคุณบอกฉันไม่สน ฉันไม่ใช้อะไรเลย ฉันจะไปเชียงใหม่เลย ฉันไปซื้อตั๋วก็ 800-900 บาท เสียค่าภาษีสนามบิน อย่างไรก็ดีเราจะไม่สามารถมีผู้โดยสาร 12 ล้านคนต่อปีได้หรอก ถ้าเราไม่ใช่โลว์คอสต์เราถึงกล้าบอกว่าเราเป็นโลว์คอสต์ตัวจริง เพราะว่าเราต้องการทำให้ราคามันถูก การที่เราจะแจกสแน็ก แจกน้ำ มันก็เป็นกรรมาวิธีในการถึง คือเราพยายามที่จะฉีกตัวเองออก แต่ทุกอย่างมันเป็นต้นทุนหมดเลย
นึกออกไหม วันนี้คุณไม่รู้เลยว่าค่าโหลดน้ำหนักกี่บาท ค่าอาหาร ค่าน้ำเท่าไหร่ เพราะว่าเค้ารวมไปหมดแล้ว แต่ของเรานี่คือบอกราคาหมดเลย แยกชิ้นเลย เหมือนเราซื้อรถคันนึง คุณเอาแอร์ วิทยุ ล้อแม็กซ์ แต่คุณไม่เอาเลย คุณก็ได้ราคาอีกแบบนึง จริงๆ แล้วเราทำอย่างโปร่งใสให้เค้าเห็นเลยว่ามีค่าอะไรบ้างที่เราเก็บเค้า อะไรที่ไม่เก็บ เวลาที่เขาซื้อตั๋วไปนี่จะเห็นเลย ค่านี่ๆๆๆ เราจะไม่รวมเป็นก้อนเดียว งั้นใครที่มองว่าเราเก็บยิบย่อย และชอบให้เราเก็บราคาเดียว เขาเลยไม่ขึ้นเราชัดเจนตรงนี้ ไม่ว่าใครจะบอกอย่างไร เราก็จะทำอย่างนี้ เพราะเราเชื่อว่าคนมากกว่า 80% ชอบแบบนี้มากกว่า
Q : เสน่ห์ของสายการบินต้นทุนต่ำคืออะไร ?
A : 1 ผมว่าทำให้คนที่ไม่มีโอกาสได้บิน มันทำให้คนที่จำเป็นต้องบิน บินได้บ่อยขึ้น ทุกวันนี้ไม่ใช่ทุกคนที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ บางคนต้องไปรับราชการต่างจังหวัด คนที่ไม่เคยพาพ่อแม่ไปเที่ยวทะเล ภูเขา วันนี้ก็สามารถไปเที่ยวได้ ปีหนึ่งก็อาจจะได้ 2 ครั้ง 3 ครั้ง คนที่ไม่เคยออกต่างประเทศเลย อย่างน้อยวันนี้ก็ได้ไปสิงคโปร์ มาเก๊า มาเลเซีย บาหลีได้ มันเปิดโอกาสให้สังคมใกล้ชิดกันมากขึ้น ทำให้ธุรกิจเดินทางได้สั้นลง ทำให้หมุนได้สะดวกขึ้น เร็วขึ้น สิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตา มันค่อยข้างเยอะ มันทำให้สังคมแข็งแรงขึ้นนะ
Q : จากเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียน หัวไม่ดี เกเรจนมาถึงวันนี้ได้ มันเดินทางยังไง ถ้าคนถามว่าต้องทำยังไงถึงจะเป็นแบบนี้ได้?
A : ผมว่าต้องบาลานซ์กันระหว่างการเรียนในห้องเรียนกับความรู้รอบตัว ผมว่าเด็กไทยโดยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้รอบตัวเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้ดีขึ้นเพราะมีมือถือ มีอินเทอร์เน็ต คนไทยเป็นคนที่ไม่รักกการอ่าน จริงๆ หนังสืออะไรก็ได้อ่านๆ ไปเถอะ เพราะจะทำให้เรามีความรู้อื่นๆ ที่ไม่อยู่ในห้องเรียน ด้วยความที่ทุกวันนี้มีสื่ออื่นๆ ให้เข้ามาเสพ ถ้าไม่เล่นแต่เกมกับโซเชียล แล้วเอาเวลาบนมือถือมาทำอย่างอื่นด้วยเนี่ย ผมว่ามันก็สามารถที่จะทำให้สมองรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองได้
เพราะอย่างนั้นสิ่งที่เรียกว่า ส.ป.ช. เราต้องหาสิ่งพวกนี้เข้ามาเยอะๆ สิ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ก็ช่วยได้ โดยวันเสาร์-อาทิตย์ พยายามที่จะมีกิจกรรมทำนอกบ้าน ไปทะเล ไปดูพิพิธภัณฑ์ ให้เห็นโลกในหลายมุม เปิดหู-ตา เปิดประสบการณ์บ้าง คือเมื่อก่อนเราไม่เห็นเมืองนอกเลยนะ สมัยนี้ถ้าอยากดูสิงคโปร์ก็เข้าไปดูในเว็บ แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นภาพ แต่สมัยก่อนไม่ได้เห็นคือไม่ได้เห็นเลย ไม่มีกูเกิล แต่สมัยนี้เด็กสามารถเรียนรู้อะไรได้ดีขึ้นเยอะ ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ อยากจะเน้นว่าการเรียนมันอีกเรื่องนึง ข้างนอกห้องเรียนก็สำคัญ มันต้องไปด้วยกัน
Q : ทำไมคุณไม่ชอบคุยเรื่องส่วนตัว เพราะเหตุผลอะไร โดยเฉพาะเรื่องครอบครัว เรื่องความรัก ?
A : เพราะถ้าเกิดผมบอกคุณ คุณก็ไปเขียน แล้วคนที่เขาไม่ได้ถูกเขียนอยู่ เขาก็งอน ผมก็มีปัญหาดิ (หัวเราะ)
Q : เป็นกุศโลบาย ถนอมน้ำใจกันและกัน ?
A : (หัวเราะ) ถามว่าเป็นผู้ชายลึกลับไหมก็ไม่หรอก ไม่ลึกลับขนาดนั้น
ปัจจุบันผมมีครอบครัวแล้ว มีลูกสาว 1 คน ลูกสาวคนเดียวอายุจะ 18 ปีแล้ว
Q : คุณเป็นพ่อประเภทไหนครับ เลี้ยงลูกยังไง ?
A : เลี้ยงเอง ใกล้ชิด
ถามว่าได้อะไรจากเราไหม เรื่องเรียนก็ได้เคมีเราไป (หัวเราะ) เรียนไม่เก่งพอกันเลย วิชาไหนที่เราได้เขาก็ได้ วิชาไหนที่เราตก เขาก็ตก ออกศิลปินนิดๆ เหมือนพ่อ ติสท์ๆ เป็นเคป๊อป ผมเลี้ยงลูกแบบไม่ตามใจเท่าไร จริงๆ ก็ตามใจ อะไรที่มีเหตุผลก็โอเค อันไหนที่ไม่มีเหตุผลก็ไม่
Q : ตีไหม ?
A : ตอนเด็กๆ ตี แต่ตอนโตมาไม่ตีแล้ว ด่าอย่างเดียว ผมเชื่อว่าการตีมันดีนะ แต่ก็ต้องมีเทคนิคในการตี ไม่ใช่เอะอะก็ ผัวะๆ ไม่ใช่ ผมต้องบอกว่าอย่างโรงเรียนเก่าผมเป็นการตีที่ดี การตี เขาตีแบบนี้ มึงซ่าใช่ไหม หนึ่งติ๊ด ยังไม่ตีๆ ซ่าอีกทีนะสองติ๊ด สามติ๊ดเมื่อไรนี่คือโดนหน้าเสาธง แล้วคนตี มีคนเดียวคืออาจารย์ใหญ่ จะเป็นไม้ฝังเหล็ก โดนตี 3 ที คือเป็นแนวอาทิตย์หนึ่งเลย คือมันตีแบบนี้ 1 คือ ประจานหน้าเสาธง แล้วก็ตีอยู่คนเดียว ไม่ใช่เอะอะก็ผัวะๆ แล้วเด็กมันจะจำ แล้วมันจะอายและไม่อยากทำอีก เอาเป็นว่าถ้าใครโดนแล้วน้ำตาไม่ไหล ก็ไม่ใช่คนอ่ะ ต่อให้ผู้ชายถ้าครั้งที่ 3 ลงซ้ำรอยเดิมนะ
ผมกำลังจะบอกว่าในโลกปัจจุบันการตีของครูหรือพ่อแม่มันก็จำเป็นนะ แต่ต้องมีกรอบในการตี แต่สรุปแล้วว่ายังเชื่อว่า การทำโทษด้วยการตีมันมีผล ตอนเด็กๆ ผมก็ตี แต่โตขึ้นมาก็ไม่ตีและ ไม่ใช่อายุ 14-15 ยังต้องมานั่งตีอีก มันก็ไม่ใช่ คือเล็กๆ นี่แหละ อนุบาล ประถม พอโตขึ้นมาเราก็ไม่แล้ว ใช้การพูดคุยเอา
Q : เดาว่าคุณคงใช้ชีวิตแบบเศรษฐี ฟู่ฟ่า ฟุ่มเฟือย?
A : ไม่เคย ผมใช้ชีวิตปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ยังซ่าเหมือนเดิม และก็ไม่ค่อยใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอยากได้อะไรก็ซื้อหมด ปกติผมก็ไม่สุร่ยสุร่ายอยู่แล้ว ไม่ขี้เหนียว แต่ก็ไม่ฟุ่มเฟือย ใช้พอประมาณ
Q : ซื้อของที่เป็นรางวัลชีวิตแพงสุดให้กับตัวเองคืออะไร ?
A : บ้านต่างจังหวัดที่เขาใหญ่ 20 ล้านบาท ผมว่าชีวิตนี้ยังเอาเงินไปลงทุนทำอย่างอื่นได้อีก ต่อเงินได้อีก ยังไม่ใช่เวลาที่จะเอาไปซื้อของฟุ่มเฟือย
Q : เจ้าของแอร์เอเชียบอกว่าคุณเป็นคนมีความสามารถมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ เป็นเพื่อนที่ดีและต้องการชัยชนะอยู่เสมอ แต่ละคำมีความหมายยังไง?
A : มุ่งมั่น ตั้งโจทย์มาแล้วทำให้ได้ ไม่เคยไม่ได้ โลกของการไม่เคยแพ้ ลงมือเมื่อไหร่ต้องชนะ อย่างวันนี้ตั้งเป้าว่าจะมี Market Share สัก 50% ก็ลองสัก 10 ปี ก็ได้กับได้เนี่ย
ผมทำที่นี่มา 10 ปี ไม่เคยมีอะไรที่ไม่ได้เลย เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ซื่อสัตย์แน่นอน เราไม่เคยโกงกินบริษัท ไม่เคยเอาเปรียบลูกน้อง ความซื่อสัตย์นี่ต้องทำให้คนอื่นเห็นด้วย
Q : องค์ประกอบของการเป็นเพื่อนที่ดีระหว่างกันและกันคืออะไร ?
A : สามารถคุยกันอย่างเปิดเผย คุยกันไม่ซับซ้อน คุยกันสั้นๆ เพราะเราเข้าใจกัน ไม่ต้องอธิบาย
ต้องการชัยชนะอยู่เสมอ เนื่องจากบริษัทมันโตอยู่ตลอดเวลา แล้วเราก็มีโจทย์ใหม่ๆ มาเรื่อยๆ ถ้างั้นวันนี้เราบอกอยากมี Market Share ครึ่งนึง เราก็ได้แล้ว เราบอกเป็นสายการบินที่ขนคนจีนเข้าไทยเยอะที่สุด ตอนนี้เราก็เกือบได้แล้ว คือตอนนี้ก็ต้องหาโจทย์ใหม่ว่าจะทำอะไร เวลาจะวางนโยบายไป เราก็ต้องชัดก่อน เพื่อที่จะเป็นแบบได้ถูกแนวของเรา
Q : คุณเป็นเจ้าของไอเดียกระฉูดขนาดไหน ?
A : ไม่ค่อยหรอก ไม่ใช่ไอเดีย แต่เป็น connection ที่เคลียร์ แล้วชัด แล้วสั้น
Q : ผู้บริหารที่เคยร่วมงานกับคุณบอกว่า คุณเป็นผู้บริหารที่เน้นเหตุผล อ่อนเยาว์และยังมีไฟอยู่เสมอ และให้โอกาสลูกน้อง อธิบายคำนี้หน่อย ?
A : ถ้าไม่มีเหตุผลงี้ก็ตอบคำถามลูกน้องไม่ได้ดิ ตอบคำถามคนข้างนอกได้ว่าทำไมเราถึงทำแบบนี้ คุณทำแบบนี้เพราะคุณชอบ แบบนี้ไม่ได้ ทำไมคุณถึงเปิดเส้นทางบินไปฉงชิ่ง เพราะคุณชอบ ไม่ได้นะ (หัวเราะ) ฉะนั้นต้องมีเหตุผลอธิบายประกอบทำไมต้องฉงชิ่ง แต่ถ้าใครอยากลองก็ให้ลอง ให้ทำ แต่ต้องดูก่อนว่าความเสียหายก็ไม่เยอะ
แม้กระทั่งมีบางอย่างที่เราเคยทำแล้วผิด เราทำไม่ได้ เราก็ให้คนอื่นเขาทำ เขาจะทำได้ อย่างเนี้ยเขาบอกจะไปไต้หวัน ผมบอกไม่มีตลาดหรอก รับรองยังไงก็เจ๊ง แต่ให้ทำไปก่อน แล้วค่อยอธิบายว่าทำไมอะไรอย่างงี้ เราก็ผิด เขาก็ผิดบ้าง เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
Q : ให้โอกาสคนที่บอก จำเป็นแค่ไหน?
A : ให้โอกาสคน เวลาเราทำผิดยังขอโอกาสใหม่เลย
มีไฟอยู่เสมอ ผมว่ามันมีอะไรให้คาดการณ์อยู่เรื่อยๆ นะ มีอะไรท้าทายอยู่เรื่อยๆ โจทย์ใหม่ๆ ก็มาเรื่อยๆ อย่าลืมนะว่าสภาพแวดล้อมเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เห็นไหมเมื่อก่อนไม่มีอาเซียน เดี๋ยวนี้อาเซียนก็จะเปิด เมื่อก่อนจีนไม่เปิดประเทศ เดี่ยวนี้จีนก็เปิด เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น มันก็สืบสภาพแวดล้อมรอบตัวเราในภูมิภาคเราก็เปลี่ยนตลอดเวลาก็มีสิ่งที่ challenge อยู่ตลอดเวลา พอท้าทายปุ๊บเราก็ชอบลอง
Q : ถ้าเปรียบเทียบเป็นผู้หญิงไทยแอร์เอเชียจะมีบุคลิกยังไง หน้าตายังไง ?
A : คงเปรี้ยวและสวย แล้วคงจะไฮเปอร์เล็กน้อย มีกลิ่นหอมประจำตัว
Q : ใครๆ ก็บินได้ มาจากไหน ?
A : มันก็ของ AIR ASIA นั่นแหละ มันมาจากสโลแกน Now everyone can fly คือ เราอยากให้ทุกๆ คนบินได้ แบบต่อไปนี้ใครๆ ก็จะบินได้แหละ แต่ถามว่าใครๆ เนี่ย มันเป็นคำที่ชาวบ้านๆ ดี แบบต่อไปนี้ทุกคนสามารถบินได้ หรือต่อไปนี้ทุกท่านสามารถบินได้ มันไม่ค่อยชาวบ้านอ่ะ ถามว่าไปปิ๊งมาจากไหน ไม่รู้ มันมาของมันเอง
Q : ซีอีโอวันทูโก บอกว่าอีก 3 ปี ไทยแอร์เอเชียของคุณจะชนะการบินไทย?
A : ผมว่าอาจจะสัก 5 ปี 3 ปี อาจจะเร็วไป ชนะในที่นี้คือชนะจำนวนผู้โดยสารไม่ใช่ชนะเรื่องยอดขาย กำไรอ่ะมากกว่าอยู่แล้ว แต่ผมว่าจะชนะกันมันต้องดูจำนวนผู้โดยสาร ตอนนี้ผู้โดยสารผม 12 ล้านต่อปี การบินไทยรู้สึกจะ 16 ต่อปี ก็ห่างอีกแค่ 4 ล้านเอง แล้วถ้าเราเพิ่มเครื่องอีก 3 ปี 5 ปี ก็อาจเป็นไปได้
Q : พูดแบบไม่กลัวคนหมั่นไส้ ?
A : ไม่ครับ การเป็นที่หนึ่งก็ต้องทำตัวให้ดี อย่าซ่า ให้คนเขารัก แบบนั้นน่ะน่าเป็นที่หนึ่ง
Q : ที่นี่ทำผลการสำรวจทุกๆ 3 เดือน เพื่ออะไร ?
A : เพื่อที่จะวัดให้ผลกลับไปหาแต่ละแผนก ว่าแผนกไหนเขามีความหย่อนยานลงไปไหม จะได้ปรับปรุง คือของเรามันเป็นธุรกิจบริการ งั้นเซอร์วิสมันต้องวัดตลอดเวลา
Q : สนใจการเมืองไหม เดาว่าคุณมีคนมาชวนเล่นการเมืองเยอะแน่เลย ?
A : (นิ่งคิด) มีครับ แต่ว่ายังไม่ถึงเวลา เราอยู่ในธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวังทุกๆ อย่าง
ถามว่าเสพมุมไหนของการเมือง ผมไม่ชอบความขัดแย้ง ผมชอบให้ไม่มีปัญหาในบ้านเมือง ให้ทุกอย่างมันนิ่ง เพราะว่าจะได้ ... คือธุรกิจท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างเปราะบาง พอมีอะไรมากระทบนิดนึงปั๊บ ความเชื่อมั่นก็คงแย่ อย่างเวลาเราไปเที่ยวแล้วเราไม่สบายใจ เราก็คงไม่ไป ใช่ป่ะ แบบไฟป่าเข้า จะไปเชียงใหม่ ควันคงเต็มเมืองเลย หรือจะบอกว่ามีแผ่นดินไหว เราก็คงไม่ไปแล้ว คือทุกอย่างต้องพร้อมอ่ะ
Q : อนาคตหลังจากนี้ เราจะเห็นไทยแอร์เอเชียในรูปแบบไหน ?
A : ผมว่าบทบาทคงไม่เปลี่ยนไปมาก แต่สิ่งที่อยากเหนคือเทคโนโลยีให้มันมีบทบาทมากขึ้นในการจองตั๋วอะไร ให้คนสะดวกมากขึ้น อยากเห็นต้นทุนเราถูกลง อยากเห็นคนบินกับเราเยอะขึ้น ถ้าเกิดภาครัฐให้การสนใจสักนิดนึง ก็จะทำให้ต้นทุนถูกลง เราสามารถที่จะเป็นตัวจักรสำคัญในการนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยแล้วเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยได้ ไม่อยากให้มองเราเป็นคู่แข่งของสายการบินต่างชาติ ซึ่งผมว่ามันเป็นมุมมองที่ล้าสมัย ใครนำคนต่างชาติเข้าประเทศไทยได้ เราควรจะสนับสนุนเขา
ส่วนอีกสัก 5 ปีเราจะอยู่ในรูปแบบไหน ผมไม่รู้จริงๆ ตอบไม่ได้ ผมไม่รู้อนาคตข้างหน้ายังไง คือเป้าหมายในธุรกิจน่ะมี แต่ก็ยังไม่รู้ เรายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่อยากทำ แต่ตอนนี้กำลังเรียบเรียง ประมวลสมองอยู่ว่าควรจะทำอะไรก่อน อะไรหลัง เลยยังไม่อยากตอบคำถาม
Q : เกษียณสักกี่ปี คิดไว้ในใจ ?
A : ยังไม่เคยคิดเลย ไม่มีใครมาจีบ ไม่มีๆ ถึงมีก็ไม่ไป อย่างที่บอกคุณที่นี่คือบ้าน จริงๆ ใช้ชีวิตที่นี่มากกว่าที่บ้านด้วยซ้ำ
Q : มีคำถามไหนที่สื่อมวลชนทั้งต่างประเทศหรือประเทศไทยถามแล้วไม่ชอบ ไม่อยากตอบไหม ?
A : มี อย่างมีแฟนกี่คน
Q : ถ้าอย่างนั้น คุณมีแฟนกี่คน?
A : อย่าถามเลย (หัวเราะ)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น