ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

10 จุดอ่อนของไทยในสายตานักลงทุนญี่ปุ่น

10 จุดอ่อนของไทยในสายตานักลงทุนญี่ปุ่น
โดย กฤษณา ไพฑูรย์
เรามักได้ยินวงสนทนาของพรคคพวกเพื่อนฝูง กล่าววิพากษ์วิจารณ์กันทั้งแบบจริงจัง และแบบติดตลกว่า
          "ประเทศไทยมีดีหลายอย่างมากมาย ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" ทำเลที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางที่ดี ในการทำมาค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ภัยธรรมชาติที่ร้ายแรง นาน ๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง แต่ถือว่าไม่รุนแรงมาก หากเปรียบเทียบกับหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก แต่"เสียอย่างเดียว"ที่มี"คนไทย"จริงหรือ ??
          ง่าย ๆ สบาย ๆ คือ ไทยแท้ 100% จริงหรือ ??
          และตอกย้ำมากขึ้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ในการอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง(พศส.) 2557 หลักสูตรความรู้เศรษฐกิจสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจัดขึ้น
          มีประเด็นหนึ่งที่ฟังแล้วค่อนข้าง"จุก"หัวเราะไม่ออก
         เพราะเหมือนถูก"ชก"ที่"รอยแผลเก่า"ด้วยการออกอาวุธทั้งหมัดศอกเข่า..ซ้ำแล้ว..ซ้ำอีก...อย่างก้มหน้า ยอมรับความเจ็บปวด !!
          เมื่อ"นายฉัตรชัย บุญรัตน์" รองประธานกรรมการหอการค้าไทย หนึ่งในวิทยากรผู้มาบรรยายได้เล่าให้ฟังว่า...
         ก่อนหน้านี้1สัปดาห์"นายเซ็ทซึโอะ อิอุจิ" อดีตประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ “เจโทร(jetro)”ประจำประเทศไทย และภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
          ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทในการส่งเสริมการค้าและการลงทุน และทำการวิจัยด้านเศรษฐกิจของภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และในภูมิภาค
          ได้กล่าววาทะทิ้งท้ายในโอกาสที่ได้พบปะกับภาคเอกชน นักลงทุนของไทย ก่อนที่นายอิอุจิจะเกษียณอายุ และบินกลับไปประเทศญี่ปุ่น เมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา
          โดยวาทะเด็ดได้กล่าวถึง "10 จุดอ่อนของไทยในสายตาของนักลงทุน"
          1.คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำ โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม
          2.การศึกษายังไม่ทันสมัยทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติ
         3.มองอนาคตไม่เป็นโดยคนไทยมากกว่า70%ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน
          4.ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้า หรือทำด้วยความเกรงใจ
          5.การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ โดยประชากรประมาณ 60-70%ที่อยู่ห่างไกล จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง และชุมชน
          6.การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง
          7.อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ
          8.เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็นจีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับผลประโยชน์
          9.การสร้างความน่าเชื่อถือบนเวทีการค้าโลกยังไม่มี ขาดทีมเวิร์คที่ดี
          10.เลี้ยงลูกไม่เป็น ทำให้เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นเด็กขี้โรคทางจิตใจ
          สิ่งที่นายอิอุจิกล่าวถึงถือว่า"ไม่ใช่ปกตินิสัย"ของนายอิอุจิ หรือคนญี่ปุ่นระดับบริหารที่จะพูดเรื่องอย่างนี้ !!!
          อาจจะเพราะนายอิอุจิเกษียณแล้ว และจะกลับบ้าน เลยขอวิจารณ์คนไทย....ด้วยความผูกพันที่อยู่เมืองไทยมานานหลายปี
         อย่างที่พูดกันว่า"คนเราถ้าไม่รักกัน ก็ไม่เตือนหรอก"..."ถ้าไม่รักกัน แม้แต่หน้า ยังไม่อยากมอง"
          เหตุใดจึงกล้ากล่าวเช่นนี้ เพราะเมื่อไม่นานมานี้นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เปิดเผยถึงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2557 (มกราคม-มิถุนายน 2557) ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 534 โครงการ เงินลงทุนรวม 337,400 ล้านบาท โดยโครงการปรับลดลง 34.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
          "นักลงทุนจากญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด"จำนวน 194 โครงการ เงินลงทุน 80,492 ล้านบาท สหรัฐอเมริกามีจำนวน 15 โครงการ เงินลงทุน 36,681 ล้านบาท เกาหลีใต้มีทั้งสิ้น 21 โครงการ เงินลงทุนรวม 13,567 ล้านบาท จีนมีจำนวน 9 โครงการ เงินลงทุน 9,434 ล้านบาท
          จึงเห็นได้ว่า ไม่ว่าบ้านเมืองของไทยจะเป็นอย่างไร การเมืองจะทะเลาะกัน แตกแยกรุนแรงแค่ไหน ความน่าเชื่อถือในด้านการลงทุนสั่นคลอน ฝรั่งหัวแดงอย่างอเมริกา และยุโรปส่ายหน้า และถึงกับออกประกาศไม่คบหา ทำมาค้าขายกับประเทศไทยเมื่อมีการทำ"รัฐประหาร"เกิดขึ้น แต่ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่น และมั่นใจที่จะลงทุนในประเทศไทย
          ดังนั้น สิ่งที่นายอิอุจิกล่าว แม้พวกเราจะเจ็บปวด...แต่"ต้องยอมรับความจริง และหาทางแก้ไขทั้ง 10 จุดอ่อน"ก่อนจะสายเกินเยียวยา !!
          เพราะตอกย้ำมากขึ้นไปอีก เมื่อสถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD– World Competitiveness Yearbook)ได้ทำการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของไทยปี 2557 เปรียบเทียบปี 2556 พบว่า ประเทศไทยจากที่เคยอยู่อันดับที่ 29 ได้ตกลงจากเดิมมาอยู่ลำดับที่ 27 จากการจัดอันดับทั้งหมด 60 ประเทศ ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจลดลงจากที่เคยอยู่ในอันดับที่ 12 หล่นลงมาอยู่อันดับที่ 9
การที่บางคนไปกล่าวดูถูกประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านที่มาใช้แรงงานในประเทศไทย ทั้งเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เวียดนามว่า เขาด้อยกว่าเรา...คงไม่ใช่แล้ว เพราะวันนี้เพื่อนบ้านเหล่านี้กำลังพัฒนา...และกำลังจะวิ่งแซงหน้าไทย แบบหายใจลดต้นคอ ในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้     
จึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้อง"ทบทวน"ตัวเอง อย่างคำโบราณว่า "ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา" หรือ“ส่องกระจก ดูเงาของตัวเอง"บ้าง
          "ปิดจุดอ่อน"ให้ได้มากที่สุด แม้จะทำไม่ได้ทั้ง 10  ข้อ แต่เริ่มได้ทันที โดยแก้ไขจากตัวเอง ครอบครัว  ก่อนจะขยายไปแก้ไข"บ้าน"ใหญ่ของเรา"ประเทศไทย"

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Detox ราคาประหยัดด้วยกระเจี๊ยบเขียว

หลังจากงานเฉลิมฉลอง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา หลายคนคงกินเลี้ยงสังสรรค์กัน อาจจะเผลอตามใจปาก อาจลืมดูแล สุขภาพ ตัวเอง ว่าในรอบปีที่ผ่านมาร่างกายเราทำงานหนักโดยเฉพาะสุขภาพภายในที่ต้องแบกภาระหนักกับอาหารการกินที่เรากินเข้าไปอย่างไม่ระวัง เช่น กินปลาดิบ เสต็ก ผักดิบ ของหมักดอง  อาหารเหล่านี้อาจจะมีพยาธิแฝงตัวอยู่ อย่างน้อยร่างกายเราควร detox การถ่ายพยาธิปีละครั้งก็เป็นเรื่องดี เนื่องจากเจ้าพยาธิจะทำให้เลือดลมเดินไม่ดี และเมื่อมีการวางใข่ก็จะทำให้เลือดสกปรก ส่งผลทำให้เป็น ไฝ ฝ้า ผิวพรรณหมองคล้ำ ไม่สดใส กระเจี๊ยบเขียว  เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพราะมีวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเส้นใยสูง คนไทยส่วนใหญ่นิยมนำ กระเจี๊ยบเขียวมาจิ้มน้ำพริก นอกจากนี้ยังนำมาทำอาหารได้หลายอย่างอาทิ ยำกระเจี๊ยบเขียว แกงกะหรี่ปลาใส่กระเจี๊ยบเขียว ผัดเมล็ดกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวชุบแป้งทอด เป็นต้น สรรพคุณทางยา กระเจี๊ยบเขียว  เป็นพืชที่หาซื้อได้ง่าย มีขายตามตลาดสดทั่ว รวมทั้งในศูนย์การค้า มีคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบนั้นมีสารเมือกพวกเพ...

20 อาหารล้างพิษ

20 อาหารล้างพิษค่ะเพื่อนๆครับ 20 อาหารล้างพิษค่ะเพื่อนๆ 1. สาหร่าย : ช่วยดูดซึมคลื่นรังสีที่สะสมในร่างกาย สามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก 2.  หัวหอม : ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดหลอดเลือด ลดระดับ LDL ตัวการก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น รักษาโรคหอบหืด โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่ 3. มะนาว : เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอน ดื่มสัปดาห์ละ 1-2 วัน จะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น 4. เมล็ดแฟลกซ์ : อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับ LDL นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันอีกด้วย 5. กระเจี๊ยบ : น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยขจัดชื้อแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ 6. ทับทิม : สามารถรักษาอา...

ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช 1 ใน 10 ด็อกเตอร์ระดับโลก

                                           ขณะนำเสนองานวิจัย ณ ประเทศญี่ปุ่น                    หากได้ลองค้นดูตามองค์กรต่าง ๆ เชื่อว่าประเทศไทยมีทรัพยากรบุคคลที่มี คุณค่าแฝงตัวอยู่ทุกวงการ และความเก่งกาจของคนไทยหลายคน มิใช่เพียง จะได้รับการ ยอมรับในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ความสามารถของคนไทย ได้ปรากฏให้เห็นในเวที โลก อยู่บ่อยทุกครั้งที่ได้รับการสนับสนุน และมีโอกาสแสดงฝีมือ เช่นเดียวกับด็อกเตอร์หนุ่ม คนนี้  "ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช" ผู้มีความรู้ความ สามารถทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์  ที่ทำงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา ในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยี สารสนเทศและ การสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต คอลัมนิสต์  หรือ นักวิเคราะห์ข่าวด้านไอที  และล่าสุดเขาได้รับคัดเลือกจากสำนักพิมพ์  Enzed Publishing House  ประเทศนิวซีแลนด์ เข้าสัมภาษณ์เ...