โดย คิม จงสถิตย์วัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บ.นานมี บุ๊คส์ จำกัด kim@nanmeebooks.com
ในโลกปัจจุบันหากจะอยู่อย่างเดียวดายทุกอย่างทำเองคงไม่สำเร็จเหมือนเมื่อก่อน ทุกคนเริ่ม Outsource ทุกคนเริ่มหาเครือข่าย วงการการศึกษาก็เช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ดิฉันได้ไปร่วมการประชุมกับผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ โต้โผใหญ่โดย "ดร.สำเริง กุจิรพันธ์" ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม และนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย ทำให้เห็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการสร้างเครือข่าย
ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด 81 แห่ง "ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า" รองเลขาธิการ สพฐ. กล่าวว่า "อนุบาลประจำจังหวัดเป็นผู้บุกเบิกการเรียนรู้ถึงบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งเรียนรู้ตัวอย่างสำหรับโรงเรียนประถมทั่วประเทศ" ปัจจุบันยังทำหน้าที่พี่ใหญ่ให้กับโรงเรียนอนุบาลประจำเขตพื้นที่การศึกษาอีก 183 แห่ง
ใครว่าโรงเรียนรัฐบาลด้อยคุณภาพ การร่วมประชุมครั้งนี้เปิดตาให้ดิฉันรู้ว่า ที่แท้อนุบาลประจำจังหวัดนี่แหละที่กล้าคิดนอกกรอบ ลองนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ ใครเจออะไรดี ๆ ก็จะแบ่งปันต่อยอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สสส.จัดอบรมเรื่องทักษะชีวิต ดร.สำเริงก็เจรจาให้อบรมทั้งเครือข่ายแบบไม่มีค่าใช้จ่าย
ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด 81 แห่ง "ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า" รองเลขาธิการ สพฐ. กล่าวว่า "อนุบาลประจำจังหวัดเป็นผู้บุกเบิกการเรียนรู้ถึงบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งเรียนรู้ตัวอย่างสำหรับโรงเรียนประถมทั่วประเทศ" ปัจจุบันยังทำหน้าที่พี่ใหญ่ให้กับโรงเรียนอนุบาลประจำเขตพื้นที่การศึกษาอีก 183 แห่ง
ใครว่าโรงเรียนรัฐบาลด้อยคุณภาพ การร่วมประชุมครั้งนี้เปิดตาให้ดิฉันรู้ว่า ที่แท้อนุบาลประจำจังหวัดนี่แหละที่กล้าคิดนอกกรอบ ลองนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ ใครเจออะไรดี ๆ ก็จะแบ่งปันต่อยอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สสส.จัดอบรมเรื่องทักษะชีวิต ดร.สำเริงก็เจรจาให้อบรมทั้งเครือข่ายแบบไม่มีค่าใช้จ่าย
ที่ผ่านมาโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดเริ่มใช้หลักสูตร "ห้องเรียนทดลองวิทย์" จากประเทศญี่ปุ่น ใช้แล้วดีก็ขยายผลสู่จังหวัดอื่น ๆ และรู้ไหมว่าโรงเรียนอนุบาลนครปฐมเปิดหลักสูตร English Program (นิยมมากในปัจจุบัน) ก่อนที่กระทรวงจะมีนโยบายในเรื่องนี้เสียอีก
ปัจจัยความสำเร็จอีกหนึ่งอย่าง คือ ระบบการบริหารการศึกษาแบบ 40 : 30 : 30 ของ "ผอ.สุทธิ สายสุนี" โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดสตูล คือ ให้สัดส่วนความสำคัญกับ 3 ภาคี 40% แรกให้กับกลุ่มครอบครัว 30% ที่ 2 ให้กับครู และอีก 30% สุดท้ายให้กับประชาสังคมโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดสตูลจัดตั้งกรรมการ
ผู้ปกครองชั้นละ 5 คน ร่วมทำปฏิทินกิจกรรมของโรงเรียนด้วยกัน โรงเรียนจัดสรรงบฯให้บางส่วน ผู้ปกครองเรี่ยไรที่เหลือ ทำให้เกิดความมีส่วนร่วม สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง นักเรียนเกิดความภูมิใจ สำหรับครูโรงเรียนจัดให้มีการพัฒนาบุคลากรอยู่เสมอ
หมัดเด็ดที่ถูกใจดิฉัน คือ ผอ.สุทธิบอกว่า เราจะยกระดับการศึกษาได้ต้องร่วมมือกับประชาสังคม เช่น สำนักพิมพ์ องค์กรในชุมชน เป็นต้น ดิฉันรู้สึกประทับใจ เพราะบางคน (รุ่นเก่า) ในวงราชการจะไม่ชอบทำงานร่วมกับเอกชน เพราะคิดว่าจะมาหาประโยชน์จากเขาหรือทำการค้าอย่างเดียว แต่ดิฉันเชื่อมั่นในระบบเครือข่าย ไม่มีใครเก่งได้ทุกเรื่อง หากเราต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษาแบบโดยรวม (Raising the Bar) เราไม่สามารถทำเอง หรือรอบริจาคได้
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าคุณทำงานอะไร ขอให้รู้งานของคุณให้ดีที่สุด เพราะนี่คือวิชาชีพคุณ และด้วยแนวคิดการสร้างเครือข่ายและหาภาคี จะทำให้บทบาทของเราในจิ๊กซอว์สังคมชัดเจนและมีความสำคัญ หากเราทำงานไปวัน ๆ รู้กว้าง ๆ เราคงต้องตั้งคำถามว่า เราสร้างประโยชน์หรือ Value-Added อะไรให้กับสังคม แน่นอนว่าดิฉันทำงานสำนักพิมพ์ อยู่ได้ด้วยการจำหน่ายหนังสือและ Content
หากเราขายของดี ขายปัญญา ดิฉันก็ไม่อายเด็ดขาดที่จะบอกว่า วันนี้มาขายของนะคะ หลายครั้งดิฉันก็ภูมิใจบอกว่า โครงการนี้ฟรีนะคะ ช่วยกันทำค่ะ ในฐานะองค์กรเอกชน เราโชคดีที่มีความยืดหยุ่นในการเสาะหานวัตกรรมการเรียนรู้
ใหม่ ๆ จับมือกับหน่วยงานจากต่างประเทศ ซึ่งหากเรามองตัวเองเป็นหนึ่งตัวต่อของ "เครือข่ายการศึกษา" บทบาทเราชัดเจนทันทีว่า เราเป็นผู้เสาะหานวัตกรรมการเรียนรู้มาสู่ระบบการศึกษาไทย
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการสร้างเครือข่ายจะราบรื่นเสมอไป จึงอยากทิ้งท้ายบทความชิ้นนี้ด้วยคำพูดของ ดร.ดีพัค ซี เจน อดีตคณบดีของ INSEAD และ Kellogg School of Management
ความจริงท่านเป็นอาจารย์ของดิฉันสมัยเรียนที่ศศินทร์ค่ะ วันหนึ่งท่านเขียนบนกระดาษขาว ท่านบอกว่าเขียนไม่ถนัดเลย เพราะลื่น ปกติจะเขียนบนกระดานดำ ท่านจึงให้ข้อคิดพวกเราชาวศศินทร์ว่า "บางครั้งลื่นไปก็ไม่ดี ชีวิตเราต้องการแรงเสียดทานบ้าง จะได้ไม่ล้ม" ดิฉันหวังว่าข้อคิดนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะคะ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น