ข่าวสังคมในหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับจะมีภาพข่าวของบรรดา "ไฮโซ" หรือผู้คนในแวดวงสังคมชั้นสูง
ไปปรากฏตัวในงานโน้นงานนี้อยู่เป็นประจำ ภาพลักษณ์ของ "ไฮโซ" เหล่านี้คือ แต่งตัวดี มีฐานะ ร่ำรวย
รสนิยมสูง ผู้คนในสังคมจึงยึดถือเป็นต้นแบบ และพยายามตะเกียกตะกายทำตัวให้ดูเลิศหรู เพื่อจะได้เข้า
สู่สังกัด "ชนชั้นสูง" กับเขาบ้าง แต่ความจริงแล้ว การเป็นชนชั้นสูงหรือชนชั้น "NOBLE" ในภาษาอังกฤษ
นั้น แตกต่างจากสิ่งที่คนทั่วไปรับรู้กันอย่างมาก
ไปปรากฏตัวในงานโน้นงานนี้อยู่เป็นประจำ ภาพลักษณ์ของ "ไฮโซ" เหล่านี้คือ แต่งตัวดี มีฐานะ ร่ำรวย
รสนิยมสูง ผู้คนในสังคมจึงยึดถือเป็นต้นแบบ และพยายามตะเกียกตะกายทำตัวให้ดูเลิศหรู เพื่อจะได้เข้า
สู่สังกัด "ชนชั้นสูง" กับเขาบ้าง แต่ความจริงแล้ว การเป็นชนชั้นสูงหรือชนชั้น "NOBLE" ในภาษาอังกฤษ
นั้น แตกต่างจากสิ่งที่คนทั่วไปรับรู้กันอย่างมาก
ผมบังเอิญได้อ่านบทความเรื่อง "จิตวิญญาณของชนชั้นสูง" จากเว็บไซต์ของบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังแห่ง
หนึ่งในไต้หวัน บทความนี้มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจจึงขอตัดตอนนำส่วนที่สำคัญมาถ่ายทอดให้คนไทยเรา
ได้ลองศึกษาวิเคราะห์ดู ดังต่อไปนี้
การศึกษาคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาสังคมและเป็นหัวข้อที่บรรดาพ่อแม่ต่างให้ความสำคัญโดยเฉพาะ
สังคมจีนในปัจจุบัน คนจีนที่มีฐานะจำนวนไม่น้อยต่างนิยมส่งลูกหลานไปศึกษายังประเทศอังกฤษโดยให้
เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาที่ได้ชื่อว่าเป็น "โรงเรียนชนชั้นสูง" ด้วยความหวังว่าจะช่วยยกระดับฐานะ
ทางสังคมเป็น "คนชั้นสูง" กับเขาบ้าง แต่แล้วกลับพบความจริงว่าแม้กระทั่งโรงเรียนประจำชายล้วนระดับ
มัธยมที่ดีที่สุดในอังกฤษอย่างโรงเรียนอีตั้นก็ยังให้นักเรียนนอนเตียงไม้แข็งกระด้าง รับประทานอาหาร
แบบพื้นๆ ทั่วไป และฝึกฝนนักเรียนอย่างเข้มงวดราวกับทหารเกณฑ์ พูดได้ว่ามีความเป็นอยู่ลำบากกว่า
นักเรียนที่เรียนโรงเรียนธรรมดาเสียอีก
ความจริงข้อนี้สร้างความฉงนไม่น้อยแก่คนจีนรุ่นใหม่ฐานะดีที่ส่งลูกหลานไปเรียนถึงเมืองผู้ดีอังกฤษ ต่าง
เกิดความสงสัยว่า ระบบการสอนที่เข้มงวดกวดขันนี้ เกี่ยวโยงกับความเป็นชนชั้นสูงได้อย่างไร แต่สำหรับ
ชาวตะวันตกแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะการเป็น "ชนชั้นสูง" ที่พวกเขายกย่องนั้น ไม่ใช่ "ชนชั้นสูง"
ตามที่เข้าใจกันในทรรศนะของคนตะวันออก
คำว่า "ชนชั้นสูง" ตามทัศนคติของคนอังกฤษ ไม่ใช่กลุ่มคนที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมมีชีวิต
หรูหราแตกต่างจากปุถุชนทั่วไป การเป็น "ชนชั้นสูง" คือ ผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติที่รักเกียรติรักศักดิ์ศรี
ของตน รู้จักข่มใจ มีวินัย รับผิดชอบ เข้มแข็ง กล้าหาญ มุมานะ และเอื้ออารีต่อส่วนรวม ด้วยเหตุนี้
"โรงเรียนชนชั้นสูง" ที่มีชื่อเสียงระดับโลกจึงมีวิธีการสอนที่เข้มงวดกวดขัน วัตถุประสงค์ก็เพื่อปลูกฝัง
คุณลักษณะของ "ชนชั้นสูง" ให้ตั้งแต่ยังเล็ก แต่คำว่า "ชนชั้นสูง" ในความคิดของคนตะวันออก โดย
เฉพาะชาวจีนที่เป็นเศรษฐีหน้าใหม่ ไม่ได้ต่างอะไรกับ "ชนชั้นผู้มั่งมี" ด้วยเหตุนี้ ตามความเข้าใจของคน
จีนทั่วไปในปัจจุบัน "ชนชั้นสูง" จึงไม่ต่างอะไรกับ "ชนชั้นผู้มั่งมี" "คนร่ำรวย" หรือ "เศรษฐี"
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและถูกต้องจะขอยกตัวอย่างความเป็นชนชั้นสูงของชาวตะวัน
ตกในบางเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง
"ความมั่งคั่ง" กับ "ความสูงส่ง" ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
อาเธอร์ เวสเลสลี่ย์ ดยุค แห่งเวลลิงตัน (Athur Wellesley, Duke of Wellington ค.ศ.1769-1851) นาย
ทหารเชื้อสายอังกฤษ-ไอริช ศิษย์เก่าโรงเรียนอีตั้น เป็นแม่ทัพคนสำคัญที่เอาชนะจักรพรรดิ นโปเลียน โบ
นาปาร์ต ในสงครามวอเตอร์ลู และเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่-ไอร์แลนด์
ในสงครามวอเตอร์ลู ขณะที่แม่ทัพอาเธอร์ เวลเลสลี่ย์ กำลังสอดแนมข้าศึกอยู่แนวหน้า เสี่ยงกันอยู่
ท่ามกลางกระสุนปืนใหญ่ที่ระดมยิงมาจากฝ่ายตรงข้าม เสนาธิการทหารได้บอกให้เขาถอยกลับออกมา
หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ปฏิบัติตาม สุดท้ายจึงถามเขาว่า "หากท่านสิ้นชีพในสงคราม คำสั่งเสียที่ฝากไว้คือ
อะไร" เขาตอบโดยไม่หันกลับมามองว่า "บอกพวกเขาว่า คำสั่งเสียของผมก็คือ ให้ทำเหมือนกับที่ผมยืน
หยัดอยู่ตรงนี้"
ตอลสตอย (Lew Tolstoy ค.ศ.1825-1910) นักประพันธ์เลื่องชื่อชาวรัสเซีย เขาเกิดในตระกูลชนชั้นสูง
ของรัสเซีย ในวัยเรียนได้รับอิทธิพลทางความคิดของรุสโซและมองเตสกิเออ จึงลาออกทั้งที่ยังไม่จบการ
ศึกษา เพื่อกลับสู่ภูมิลำเนาและทดลองยกเลิกระบบทาส คืนเสรีภาพแก่แรงงานทาสที่ทำงานให้กับตน
ระหว่างปี ค.ศ.1851-1855 ตอลสตอยใช้ชีวิตในกองทัพและได้เข้าร่วมสงครามระหว่างรัสเซียกับพันธมิตร
ยุโรป ชีวิตชนชั้นสูงและการเป็นนายทหารทำให้เขาเห็นความอัปลักษณ์ของสังคม งานเขียนของเขาส่วน
ใหญ่จึงสะท้อนสังคมที่กดขี่ไม่เสมอภาค เขาเลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสมถะทั้งๆที่มีทรัพย์สินจำนวนมาก
วันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ.1910 ตอลสตอยในวัย 83 เข้าใกล้วาระสุดท้ายของชีวิตเขานำสมบัติทั้งหมดแบ่งให้
แก่คนยากจน จากนั้นได้ออกจากบ้านและที่ดินที่เคยเป็นของตน ใช้ชีวิตพเนจรโดยไม่มีใครรู้ข่าวคราวอีก
เลย ลมหายใจสุดท้ายของเขาหมดลง ณ มุมหนึ่งของสถานีรถไฟร้างแห่งหนึ่ง
สเตฟาน ชเวก (Stefan Zweig) นักประพันธ์ชาวออสเตรียได้กล่าวไว้ว่า "ความอนาถและน่าสังเวช
ของวาระสุดท้ายในชีวิตไม่ได้ลดทอนความยิ่งใหญ่ของตอลสตอยลงเลยแม้แต่น้อย"
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ ได้เสด็จเยี่ยมเยียนชาวบ้านผู้
ยากไร้ที่อาศัยอยู่ในสลัมแห่งหนึ่งในนครลอนดอน เมื่อพระองค์มาถึงบ้านพุพังโกโรโกโสหลังหนึ่งได้ตรัส
กับหญิงชราเจ้าของบ้านว่า "ข้าจะขอรบกวนเข้าไปสักหน่อยได้ไหม" นี่แสดงให้เห็นว่า แม้พระองค์จะเป็น
ถึงกษัตริย์ก็ยังเคารพและให้เกียรติชนชั้นล่างของสังคม อันเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของผู้ที่อยู่ในระดับชนชั้น
สูง
รักศักดิ์ศรีและมีคุณธรรมคือสัญลักษณ์ของชนชั้นสูง
ปี ค.ศ.1135 เมื่อพระเจ้าเฮนรี่ที่ 1 แห่งอังกฤษเสด็จสวรรคต ก็เกิดศึกชิงราชบัลลังก์ระหว่างพระราชนัดดา
สตีเฟ่น (หลานลุง) และพระราชนัดดาเฮนรี่ที่ 2 (หลานตา) พระราชนัดดาสตีเฟ่นประทับอยู่ ณ นคร
ลอนดอนได้ชิงขึ้นครองราชย์ก่อนเป็นพระเจ้าสตีเฟ่น ขณะที่พระราชนัดดาเฮนรี่ที่ 2 อยู่ระหว่างเดินทาง
เยือนประเทศต่างๆ ในยุโรป พระราชนัดดาเฮนรี่ที่ 2 จึงรวบรวมกำลังพลจัดตั้งเป็นกองทัพบุกอังกฤษหวัง
ชิงราชบัลลังก์ แต่ด้วยความอ่อนเยาว์และขาดประสบการณ์ ทำให้กองทัพต้องประสบกับการขาดแคลน
เสบียงระหว่างทาง การนำทัพครั้งแรกของพระองค์จึงล้มเหลว (ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้พระองค์ได้ทรง
กระทำสิ่งที่คนทั่วไปคาดคิดไม่ถึงคือ ทรงเขียนจดหมายขอทุนช่วยเหลือจากพระเจ้าสตีเฟ่น ซึ่งพระเจ้า
สตีเฟ่นก็พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์มาให้โดยไม่ลังเล และแล้วพระราชนัดดาเฮนรี่ที่ 2 ก็จัดเตรียมทัพ
บกมาอีกเป็นครั้งที่ 2)
การศึกครั้งที่ 2 ของพระองค์ประสบความสำเร็จ พระเจ้าสตีเฟ่นเป็นฝ่ายปราชัย แต่แล้วพระองค์ก็ทรงทำ
สัญญากับพระเจ้าสตีเฟ่น โดยให้พระเจ้าสตีเฟ่นครองราชย์ต่อไป ส่วนพระองค์ดำรงตำแหน่งเป็น
รัชทายาท วันใดที่พระเจ้าสตีเฟ่นสวรรคต พระองค์ถึงจะขึ้นครองราชย์สืบต่อไป
ทุกการต่อสู้ต้องสง่างาม
ในสงครามกลางเมืองอเมริกา (ค.ศ.1861-ค.ศ.1865) ซึ่งเป็นสงครามระหว่างรัฐฝ่ายเหนือ 23 รัฐ ที่เรียกตน
ว่า สหรัฐอเมริกา (Union States of America) กับรัฐฝ่ายใต้ 11 รัฐที่แยกตัวออกมา และใช้ชื่อว่าสมาพันธรัฐ
อเมริกา (Confederate States of America) แม่ทัพโรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด ลี (Robert Edward Lee) ผู้บัญชาการ
ทหารฝ่ายใต้ได้พ่ายแพ้ต่อ อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ผู้นำฝ่ายเหนือในยุทธการเกตตีสเบิร์ก
ซึ่งนำความพ่ายแพ้มาสู่ฝ่ายใต้ในที่สุด
ก่อนที่กองทัพของแม่ทัพโรเบิร์ตจะพ่ายแพ้ นายทหารหลายนายได้เสนอให้เขาสลายกองทัพและกระจาย
กำลังไปหลบซ่อนตามบ้านเรือนของชาวบ้าน เพื่อทำสงครามกองโจรจะดีกว่า แต่เขาไม่เห็นด้วยและได้
กล่าวว่า "สงครามเป็นหน้าที่ของชายชาติทหาร หากทำตามที่กล่าวมา ก็เท่ากับผลักภาระหน้าที่ให้แก่
ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ถ้าเอาชีวิตของเราแลกกับความสงบสุขของประชาชนภาคใต้ได้ เรายินดีเป็นเชลยที่
ถูกลงโทษประหาร!
หลังจากที่แม่ทัพโรเบิร์ตถูกจับกุม อับราฮัม ลินคอล์น ปฏิบัติต่อเขาอย่างสุภาพบุรุษ ไม่เพียงไม่
ลงโทษตามกฎของทหาร กลับให้เขากลับไปยังภูมิลำเนา แม่ทัพโรเบิร์ตจึงเกษียณตนเองและใช้
ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่บ้านเกิด อันเป็นการปิดฉากชีวิตนายทหารอย่างสง่างาม
ชาวตะวันตกมีกฎระเบียบในการเดินเรืออยู่ข้อหนึ่งคือ หากเรือประสบอุบัติเหตุใกล้อับปาง ผู้บังคับการเรือ
จะเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากเรือ และผู้บังคับการเรือบางคนก็เลือกที่จะจมดิ่งลงไปพร้อมกับเรือที่เขา
ควบคุมมาตลอดทางมากกว่าที่จะขอมีชีวิตรอดแม้ว่าโอกาสจะเอื้ออำนวยก็ตาม สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง
ความรับผิดชอบที่มีเต็มเปี่ยมในสายเลือดของชาวตะวันตก
ผู้บังคับการเรือที่มีจิตวิญญาณของการเป็นกัปตันเรือได้อย่างน่ายกย่อง และยังอยู่ในความทรงจำของผู้คน
ในปัจจุบันก็คือ กัปตันเอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ (Edward John Smith ค.ศ.1850-1912) ผู้บังคับการเรือไททา
นิค จากที่เรือใกล้จะจมในภาพยนตร์เรื่อง "ไททานิค" กัปตันสมิธขอให้วงดนตรีมาบรรเลงเพลงบนดาดฟ้า
เรือเพื่อปลอบขวัญและให้กำลังใจผู้โดยสาร จากนั้นเขาก็เดินเข้าห้องบัญชาการเพื่อทำหน้าที่กัปตันจนถึง
วาระสุดท้ายของเรือลำนี้ และพร้อมจะจมดิ่งไปกับเรือด้วยจิตใจที่นิ่งสงบ
เมื่อวงดนตรีบรรเลงจบ หัวหน้านักดนตรีโค้งคำนับและเดินจากไปเช่นเดียวกับเพื่อนนักดนตรีคนอื่นๆ แต่
เมื่อเห็นความวุ่นวายโกลาหลที่อยู่ตรงหน้า เขาก็เดินกลับมายังจุดเดิมและเริ่มบรรเลงไวโอลินในบทเพลง
ใหม่ เพื่อนนักดนตรีที่เดินไปไกลแล้ว เมื่อได้ยินเสียงไวโอลินต่างก็พากันกลับมาร่วมวงบรรเลงอีกครั้ง
กระทั่งถึงช่วงที่เรือจะจม ทุกคนจับมือกันอย่างแนบแน่นแทนถ้อยคำอำลาในนาทีสุดท้ายของชีวิตนี่
เป็นการสะท้อนถึงจิตวิญญาณของชนชั้นสูง ซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่าความตายในบางครั้งยิ่งใหญ่กว่าการมีชีวิต
อยู่อย่างไร้ความหมายมากมายนัก
คุณลักษณะที่แท้จริงของ "ชนชั้นสูง"
อเล็กซิส เดอ ทอคเกอร์วิลล์ (Alexis de Tocqueville ค.ศ.1805-1859) นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส
กล่าวว่า "เนื้อแท้ของชนชั้นสูงคือความมีเกียรติ"
โจฮัน ฮุยซิงก์ (Johan Huizinga ค.ศ.1872-1945) นักประวัติศาสตร์ชาวดัชต์ กล่าวว่า "เมื่อมีระเบิดและปืน
กล บทบาทอัศวินก็ลดลง แต่จิตวิญญาณของความเป็นอัศวินที่เห็นได้ในยุคกลางและกลายเป็นอุดมคติ
นั้น ยังคงตกทอดอยู่ในวัฒนธรรมตะวันตก" จิตวิญญาณของอัศวิน เช่น ไม่เห็นแก่เงินทอง ซื่อตรง กล้า
หาญ เสียสละ รักเกียรติยศและศักดิ์ศรีนั้น เป็นส่วนหนึ่งของคุณลักษณะของ "ชนชั้นสูง" ที่หล่อหลอมเป็น
บุคลิกของชาวตะวันตก
ในสังคมตะวันตก ชนชั้นสูงมีบทบาทสำคัญในสังคมมาตลอดจนถึงศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันประเทศอังกฤษ
ยังคงรักษาระดับฐานันดรศักดิ์นี้ไว้และเป็นที่ยอมรับของประชาชน เพราะ"ชนชั้นสูง′" คือ แบบอย่างของ
เกียรติศักดิ์ศรีและการปฏิบัติตนอยู่ในครรลองที่ถูกต้อง
จากเนื้อความข้างต้น กล่าวได้ว่า "ชนชั้นสูง" ไม่ใช่ผู้ที่มั่งมีเงินทองหรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับความร่ำรวยทาง
วัตถุอย่างที่เราเข้าใจกัน
แต่อยู่ที่เมื่อผู้นั้นถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของ "ชนชั้นสูง" เขาก็เป็น "ชนชั้นสูง" ได้ ดังนั้น หากปรารถนาที่
จะเป็น "ชนชั้นสูง" จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว
ทุกคนเป็น "ชนชั้นสูง" เขาก็เป็น "ชนชั้นสูง" ได้ ดังนั้น หากปรารถนาที่จะเป็น "ชนชั้นสูง" จึงไม่ใช่เรื่อง
ไกลตัว
ทุกคนเป็น "ชนชั้นสูง" ได้ถ้ามีเสรีภาพทางจิตใจ ไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจ เงินทอง หรือกระแสนิยมตาม
ยุคสมัย ปฏิบัติตนอย่างสง่างาม กล้าหาญ เสียสละ อ่อนน้อมและรักศักดิ์ศรีของตนเอง
กล่าวโดยสรุป ชนชั้นสูงคือผู้ที่ยึดมั่นในคุณธรรมและความมีเกียรติเหนือกว่าสิ่งอื่นใด
คนไทยทั้งประเทศทุกคนจึงสามารถจะเป็น "ชนชั้นสูง" ได้ทันที
ขอเพียงแต่มีจิตวิญญาณของชนชั้นสูงสถิตอย่างมั่นคงอยู่ในหัวใจ!
นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น