วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 8003 ข่าวสดรายวัน
ก่อนจะขึ้นเป็นผู้นำแดนพญามังกรอย่างเป็นทางการในเดือนพ.ย.ที่จะถึงนี้ สี จิ้นผิง เป็นที่จับตาของสื่อมวลชนตะวันตกมากเป็นพิเศษแม้จะรู้ว่าการขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำจีนนั้น ไม่มีโพลและไม่มีพลิกโผ แต่เส้นทางขึ้นสู่อำนาจนั้นชวนให้ "คนนอก" อยากรู้ยิ่งกว่าประวัติของประธานาธิบดีสหรัฐหรือผู้ท้าชิงเสียอีก
นิวยอร์กไทมส์เปิดประเด็นว่า นายสี จิ้นผิง รองประธานาธิบดีจีนที่จะขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ ถูกกดดันจากนักธุรกิจ และสมาชิกสายปฏิรูปภายในพรรคคอมมิวนิสต์ให้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีมากขึ้น รวมไปถึงปฏิรูปการเมืองด้วย กระแสดังกล่าวก่อตัวมาจากข่าวที่ว่า
นายหู เต๋อผิง นักการเมืองฝ่ายปฏิรูปคนสำคัญเข้าไปคุยกับนายสีที่บ้านช่วงกลางปีนี้ ให้สนับสนุนการ เปิดกว้างทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งนายสี ดูจะเห็นดีด้วย
ด้านสำนักข่าวเอพีของสหรัฐเอ่ยถึงเรื่องนี้ เล็กน้อย ว่าแทบไม่มีใครรู้ถึงแรงบันดาลใจในนโยบายของสี จิ้นผิง ผู้ไม่เคยอยู่บนเส้นทางของการปฏิรูปก่อนจะเจาะลึกไปถึงเบื้องหลังชีวิตที่ชวนให้ลุ้นว่าจะมีผลต่อการปฏิรูปการเมืองจีนหรือไม่ หลังจากจีนเติบโตพรวดพราดมาตลอด 2 ทศวรรษ เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ที่มาพร้อมกับปัญหาคอร์รัปชั่น
ประเด็นน่าสนใจอยู่ที่ว่า สี จิ้นผิงผ่านช่วงชีวิตทั้งรวยและจนมาแล้ว เคยอยู่อย่างลูกผู้ดี มีสกุล ฐานะร่ำรวย มีการศึกษาในโรงเรียน ชั้นเลิศ ก่อนต้องไปอยู่ในค่ายแรงงาน เรียนรู้ชีวิตชาวนาที่ยากจนเหนื่อยยาก
เอพีส่งนักข่าวดั้นด้นเข้าไปยังเมืองเหลียงเจียเหอ ซึ่งสี จิ้นผิงเคยไปอยู่นาน 7 ปี หลัง นายสี จงซุ่น พ่อถูกเขี่ยกระเด็นจากเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี เมื่อไม่เป็นคนโปรดของ เหมา เจ๋อตุง อีก คุณชายน้อยตระกูลสี อยู่บ้านหรูหรา ไปไหนมาไหนมีคนขับรถให้ แต่เผชิญชีวิตพลิกผันในวัย 15 ปี เมื่อถูกส่งไปอยู่ค่ายแรงงาน 6 เดือน แล้วจึงถูกส่งไปเมืองเหลียงเจียเหอ มณฑลส่านซี ในภาคกลาง เมื่อปี 2512ในชุมชนเล็กๆ ของเหลียงเจียเหอ ชาวบ้านสร้างบ้านอยู่ในถ้ำตรงเนินเขา กำแพงเป็นดินโคลน ใช้ไม้ขัดกันเป็นประตูทางเข้า
สี จิ้นผิงเคยให้สัมภาษณ์ในปี 2544 ว่าจำชุมชนเหลียงเจียเหอได้ดี ชาวบ้านอยู่กันอย่างลำบาก ดังนั้นเวลาที่เจอปัญหาอะไร จะหวนคิดถึงชีวิตในตอนนั้น จะคิดได้ว่าไม่มีอะไรที่ยากลำบากกว่านั้นอีกแล้ว ด้านชาวบ้านที่นั่นหลายคนถึงวันนี้ก็จำนายสี จิ้นผิงได้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จะไม่อยากให้นักข่าวขุดคุ้ยเรื่องของผู้นำประเทศ แต่ก็ยอมให้คุยกับเพื่อนเก่าของนายสีอยู่บ้าง
"เขาเป็นคนจริงใจเสมอและทำงานหนักพร้อมกับพวกเรา เขายังเป็นคนชอบอ่านหนังสือตัวยง อ่านเล่มหนาๆ ทั้งนั้น" นายสือ ชุนหยาง เพื่อน ของนายสี ซึ่งวันนี้เป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในชุมชนนั้นกล่าว
ก่อนพาไปดูบ้านที่นายสี เคยอยู่และเล่าว่า ว่าที่ผู้นำจีนออกจากชุมชนไปตอนอายุ 22 ปี ไม่มีใครอยากให้ไปเลย สีจิ้นผิงถูกพรรคคอมมิวนิสต์ปฏิเสธเข้าเป็นสมาชิกถึง 9 ครั้ง
ในที่สุดก็ได้การตอบรับในปี 2517 แล้วจึงเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยซิงหัว สถาบันชั้นนำสี จิ้นผิงกลับไปที่เมืองเหลียงเจียเหออีกครั้งในปี 2535 โดยนำนาฬิกาปลุกไปแจกให้ชาวบ้าน ทีละหลังเพื่อทักทายทุกคน เมื่อเหมาเจ๋อตุงเสียชีวิต พ่อของสีกลับ เข้าพรรคคอมมิวนิสต์ได้อีกครั้ง ในฐานะเลขานุการของรัฐมนตรีกลาโหม เกิง เปียว สหายเก่าของพ่อ
แม้พ่อจะมีฐานะเป็นใหญ่ขึ้น แต่สี จิ้นผิงเลือกเส้นทางแปลกออกไป เมื่อขอรับตำแหน่งเล็กๆ ในเมืองชนบทเจิ้งติง มณฑลเหอเป่ย เพราะต้องการเรียนรู้การทำงานหนักและยาก ชาวบ้านที่นั่นยังต้องเดินทางด้วยรถเทียมม้า ตอนอยู่ที่นั่น นายสีผุดไอเดียสร้างเป็นเมืองท่องเที่ยว ด้วยการดึงสถานีซีซีทีวีเข้าไปถ่ายทำหนังเรื่อง "ความฝันในหอแดง"
"พูดได้ว่าสีมองถึงอนาคต แผนการ ดังกล่าวนั้นทำให้เกิดการสร้างงานและดึงรายได้เข้าเมืองเจิ้งติงอย่างคึกคัก ทั้งที่เดิมแทบไม่มีอะไร" เหลียงเฉียง
ผู้ร่วมผลิตละครดังกล่าว ซึ่งทุกวันนี้ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง หวัง หยูฮุ่ย เพื่อนเก่าสมัยเรียน เล่าด้วยว่า สี ขี่จักรยานไปทั่วเมืองโดยใส่ชุดเหมือนพ่อครัวในกองทัพ แนะนำตัวเองว่าเป็นเลขาฯ พรรคประจำเขต โดยไม่เคยเอ่ยถึงตระกูลของตัวเองเลย อีกทั้งยังจ่ายเงินซื้ออาหารเองบ่อยๆ ไม่เคยอ้างอภิสิทธิ์
การใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้สีพ้นจากครหาว่า อาศัย "เส้น" ของพ่อเพื่อเติบใหญ่ในพรรค แต่กลับได้รับเครดิตว่า เข้าใจชีวิตคนยากคนจน อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าการเป็นลูกพ่อที่มีบารมีในพรรค ทำให้สีได้รับการส่งเสริมให้ไปประจำที่เมืองเซียะเหมิน เขตปฏิรูปเศรษฐกิจ ในปี 2528 - 2531 ในช่วง 17 ปีนับจากนั้น สีสร้างชื่อว่าดึงดูดเงินลงทุนและความเจริญเข้าไปในพื้นที่ ขณะที่ทำงานขยันขันแข็ง จนเป็นที่เคารพของข้าราชการ ซึ่งจำได้ว่า สีติดป้าย "ทำงานให้สำเร็จ" ไว้ยังที่สำนักงาน ต่อมาสีย้ายไปยังมณฑลเจ้อเจียง แหล่งเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมเอกชน ที่นั่นมีสังคมที่ค่อนข้างเสรี สีเปิดให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นปฏิรูปการบริหารได้ เช่น จัดตั้งสำนักงานชั่วคราวเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ด้านที่ดิน 15 แห่ง ช่วยแก้ไขคดีความได้กว่า 70 คดี
"เขาไม่ได้ถึงกับปล่อยให้อำนาจพรรคอ่อนแอลง แต่อย่างน้อยเขาจะกังวลถึงชีวิตเกษตรกรและประชาชนเดินดิน" หลี่ ไป่กวง ทนายนักสิทธิมนุษยชนกล่าว
ส่วนชาวต่างชาติอย่าง จอน ฮันต์สแมน อดีตทูตสหรัฐประจำกรุงปักกิ่งมองว่า สีเป็นคนที่ แตกต่างจาก หู จิ่นเทา ผู้นำคนปัจจุบันอยู่มาก
"เขาเป็นคนที่คุณเข้าถึงได้"
นิวยอร์กไทมส์เปิดประเด็นว่า นายสี จิ้นผิง รองประธานาธิบดีจีนที่จะขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ ถูกกดดันจากนักธุรกิจ และสมาชิกสายปฏิรูปภายในพรรคคอมมิวนิสต์ให้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีมากขึ้น รวมไปถึงปฏิรูปการเมืองด้วย กระแสดังกล่าวก่อตัวมาจากข่าวที่ว่า
นายหู เต๋อผิง นักการเมืองฝ่ายปฏิรูปคนสำคัญเข้าไปคุยกับนายสีที่บ้านช่วงกลางปีนี้ ให้สนับสนุนการ เปิดกว้างทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งนายสี ดูจะเห็นดีด้วย
ด้านสำนักข่าวเอพีของสหรัฐเอ่ยถึงเรื่องนี้ เล็กน้อย ว่าแทบไม่มีใครรู้ถึงแรงบันดาลใจในนโยบายของสี จิ้นผิง ผู้ไม่เคยอยู่บนเส้นทางของการปฏิรูปก่อนจะเจาะลึกไปถึงเบื้องหลังชีวิตที่ชวนให้ลุ้นว่าจะมีผลต่อการปฏิรูปการเมืองจีนหรือไม่ หลังจากจีนเติบโตพรวดพราดมาตลอด 2 ทศวรรษ เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ที่มาพร้อมกับปัญหาคอร์รัปชั่น
ประเด็นน่าสนใจอยู่ที่ว่า สี จิ้นผิงผ่านช่วงชีวิตทั้งรวยและจนมาแล้ว เคยอยู่อย่างลูกผู้ดี มีสกุล ฐานะร่ำรวย มีการศึกษาในโรงเรียน ชั้นเลิศ ก่อนต้องไปอยู่ในค่ายแรงงาน เรียนรู้ชีวิตชาวนาที่ยากจนเหนื่อยยาก
เอพีส่งนักข่าวดั้นด้นเข้าไปยังเมืองเหลียงเจียเหอ ซึ่งสี จิ้นผิงเคยไปอยู่นาน 7 ปี หลัง นายสี จงซุ่น พ่อถูกเขี่ยกระเด็นจากเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี เมื่อไม่เป็นคนโปรดของ เหมา เจ๋อตุง อีก คุณชายน้อยตระกูลสี อยู่บ้านหรูหรา ไปไหนมาไหนมีคนขับรถให้ แต่เผชิญชีวิตพลิกผันในวัย 15 ปี เมื่อถูกส่งไปอยู่ค่ายแรงงาน 6 เดือน แล้วจึงถูกส่งไปเมืองเหลียงเจียเหอ มณฑลส่านซี ในภาคกลาง เมื่อปี 2512ในชุมชนเล็กๆ ของเหลียงเจียเหอ ชาวบ้านสร้างบ้านอยู่ในถ้ำตรงเนินเขา กำแพงเป็นดินโคลน ใช้ไม้ขัดกันเป็นประตูทางเข้า
สี จิ้นผิงเคยให้สัมภาษณ์ในปี 2544 ว่าจำชุมชนเหลียงเจียเหอได้ดี ชาวบ้านอยู่กันอย่างลำบาก ดังนั้นเวลาที่เจอปัญหาอะไร จะหวนคิดถึงชีวิตในตอนนั้น จะคิดได้ว่าไม่มีอะไรที่ยากลำบากกว่านั้นอีกแล้ว ด้านชาวบ้านที่นั่นหลายคนถึงวันนี้ก็จำนายสี จิ้นผิงได้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จะไม่อยากให้นักข่าวขุดคุ้ยเรื่องของผู้นำประเทศ แต่ก็ยอมให้คุยกับเพื่อนเก่าของนายสีอยู่บ้าง
"เขาเป็นคนจริงใจเสมอและทำงานหนักพร้อมกับพวกเรา เขายังเป็นคนชอบอ่านหนังสือตัวยง อ่านเล่มหนาๆ ทั้งนั้น" นายสือ ชุนหยาง เพื่อน ของนายสี ซึ่งวันนี้เป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในชุมชนนั้นกล่าว
ซ้าย - เมืองเหลียงเจียเหอที่สี จิ้นผิงเคยมาอยู่ , ขวา - สถานที่ถ่ายละครความฝันในหอแดง |
ก่อนพาไปดูบ้านที่นายสี เคยอยู่และเล่าว่า ว่าที่ผู้นำจีนออกจากชุมชนไปตอนอายุ 22 ปี ไม่มีใครอยากให้ไปเลย สีจิ้นผิงถูกพรรคคอมมิวนิสต์ปฏิเสธเข้าเป็นสมาชิกถึง 9 ครั้ง
ในที่สุดก็ได้การตอบรับในปี 2517 แล้วจึงเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยซิงหัว สถาบันชั้นนำสี จิ้นผิงกลับไปที่เมืองเหลียงเจียเหออีกครั้งในปี 2535 โดยนำนาฬิกาปลุกไปแจกให้ชาวบ้าน ทีละหลังเพื่อทักทายทุกคน เมื่อเหมาเจ๋อตุงเสียชีวิต พ่อของสีกลับ เข้าพรรคคอมมิวนิสต์ได้อีกครั้ง ในฐานะเลขานุการของรัฐมนตรีกลาโหม เกิง เปียว สหายเก่าของพ่อ
แม้พ่อจะมีฐานะเป็นใหญ่ขึ้น แต่สี จิ้นผิงเลือกเส้นทางแปลกออกไป เมื่อขอรับตำแหน่งเล็กๆ ในเมืองชนบทเจิ้งติง มณฑลเหอเป่ย เพราะต้องการเรียนรู้การทำงานหนักและยาก ชาวบ้านที่นั่นยังต้องเดินทางด้วยรถเทียมม้า ตอนอยู่ที่นั่น นายสีผุดไอเดียสร้างเป็นเมืองท่องเที่ยว ด้วยการดึงสถานีซีซีทีวีเข้าไปถ่ายทำหนังเรื่อง "ความฝันในหอแดง"
"พูดได้ว่าสีมองถึงอนาคต แผนการ ดังกล่าวนั้นทำให้เกิดการสร้างงานและดึงรายได้เข้าเมืองเจิ้งติงอย่างคึกคัก ทั้งที่เดิมแทบไม่มีอะไร" เหลียงเฉียง
ผู้ร่วมผลิตละครดังกล่าว ซึ่งทุกวันนี้ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง หวัง หยูฮุ่ย เพื่อนเก่าสมัยเรียน เล่าด้วยว่า สี ขี่จักรยานไปทั่วเมืองโดยใส่ชุดเหมือนพ่อครัวในกองทัพ แนะนำตัวเองว่าเป็นเลขาฯ พรรคประจำเขต โดยไม่เคยเอ่ยถึงตระกูลของตัวเองเลย อีกทั้งยังจ่ายเงินซื้ออาหารเองบ่อยๆ ไม่เคยอ้างอภิสิทธิ์
การใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้สีพ้นจากครหาว่า อาศัย "เส้น" ของพ่อเพื่อเติบใหญ่ในพรรค แต่กลับได้รับเครดิตว่า เข้าใจชีวิตคนยากคนจน อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าการเป็นลูกพ่อที่มีบารมีในพรรค ทำให้สีได้รับการส่งเสริมให้ไปประจำที่เมืองเซียะเหมิน เขตปฏิรูปเศรษฐกิจ ในปี 2528 - 2531 ในช่วง 17 ปีนับจากนั้น สีสร้างชื่อว่าดึงดูดเงินลงทุนและความเจริญเข้าไปในพื้นที่ ขณะที่ทำงานขยันขันแข็ง จนเป็นที่เคารพของข้าราชการ ซึ่งจำได้ว่า สีติดป้าย "ทำงานให้สำเร็จ" ไว้ยังที่สำนักงาน ต่อมาสีย้ายไปยังมณฑลเจ้อเจียง แหล่งเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมเอกชน ที่นั่นมีสังคมที่ค่อนข้างเสรี สีเปิดให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นปฏิรูปการบริหารได้ เช่น จัดตั้งสำนักงานชั่วคราวเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ด้านที่ดิน 15 แห่ง ช่วยแก้ไขคดีความได้กว่า 70 คดี
"เขาไม่ได้ถึงกับปล่อยให้อำนาจพรรคอ่อนแอลง แต่อย่างน้อยเขาจะกังวลถึงชีวิตเกษตรกรและประชาชนเดินดิน" หลี่ ไป่กวง ทนายนักสิทธิมนุษยชนกล่าว
ส่วนชาวต่างชาติอย่าง จอน ฮันต์สแมน อดีตทูตสหรัฐประจำกรุงปักกิ่งมองว่า สีเป็นคนที่ แตกต่างจาก หู จิ่นเทา ผู้นำคนปัจจุบันอยู่มาก
"เขาเป็นคนที่คุณเข้าถึงได้"
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น