"ทัศพล แบเลเว็ลด์" ซีอีโอหนุ่มผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จริงจังกับงาน
ซ่อนรอยยิ้มฝังเขี้ยวในใบหน้า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
สายการบินไทย แอร์เอเชีย
สืบสาวประวัติเป็นลูกครึ่งไทย-ฮอลแลนด์ วัย 47 ปี
เขาผู้ไม่ชอบเดินทับรอยใคร และชอบทำสิ่งใหม่ ๆ กระโดดลงมาปั้น
สายการบินโลว์คอสต์เมื่อ 9 ปีที่แล้ว จากสายการบินที่คนยังไม่คุ้นและไม่รู้จัก
ถึงตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก
สายการบิน ไทย แอร์เอเชีย
ก่อนจะมาดูแลสายการบิน ทัศพลทำหน้าที่บริหารศิลปินค่ายวอร์นเนอร์ มิวสิค
ประเทศไทย หลังจากผิดหวังกับเรื่องเทปผี ซีดีเถื่อน อันเป็นตัวบ่อนทำลายงาน
ครีเอทีฟจนคนทำงานหมดกำลังใจ เขาจึงหันหลังให้วงการเพลง
ย้ายมาอยู่สายการบินในฐานะผู้บริหารระดับสูงแต่อายุน้อย พร้อมความเชื่อมั่นว่า
"ทำงานให้คนกิน ไม่ใช่ให้ผีกิน"
"ผมไม่เข้าใจว่าทำไมปราบเทปผี ซีดีเถื่อนไม่ได้สักที เพราะภาครัฐไม่ได้ปราบอะไรจริงจัง
ถ้าตั้งใจจริงต้องปราบได้ ธุรกิจเพลงถูกกินไป 5-10% แทบจะไม่เหลืออะไรเลย
นี่คือจุดที่ผมไม่ต่อสัญญากับวอร์นเนอร์ฯ เพราะว่าเห็นอนาคตของตลาดเพลงมัน
ไม่สดใสเหมือนเดิม"
ซีอีโอโจตัดสินใจย้ายมาทำงานสายการบิน มองว่าพื้นฐานธุรกิจการบินดีกว่า
เพราะยังไงก็ไม่มีตั๋วปลอม ไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ และสิ่งจูงใจให้หนุ่มผู้นี้
ตอบตกลงเข้ามาบริหารแอร์เอเชียด้วยเหตุผลที่ว่างานที่ทำต้อง
เริ่มจากศูนย์และในองค์กรใหม่ที่ยังไม่ผ่านการเซตอัพใด ๆ เพราะเขาไม่ต้องการ
ล้างแผนกหรือเข้าไปรื้อใหม่
เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือคิดผิด เมื่อราคาน้ำมันพุ่งพรวดจาก 35 เหรียญสหรัฐ
ต่อบาร์เรล มาเป็น 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่เมื่อลงเรือมาแล้วเขาก็ต้องพายเรือ
จนถึงฝั่ง นำโปรโมชั่นที่ล่อตาล่อใจลูกค้าแบบไม่ซ้ำใคร
สามารถเรียกเรตติ้งถล่มทลายจากยอดแห่เข้าจองตั๋วราคาพิเศษ นับเป็นกลยุทธ์
ทางการตลาดที่ไม่ได้หวังรายได้จากจุดนั้น แต่มันทำให้แบรนด์ของแอร์เอเชีย
ถูกจดจำในฐานะสายการบินราคาถูก "บาทเดียวก็บินได้"
แต่มรสุมเรื่องราคาน้ำมันยังเทียบไม่ได้กับมรสุมการเมืองพ่นพิษใส่ภาคธุรกิจ
ในช่วงเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติ 2549 แต่เขาก็พาฝูงบินฝ่ามรสุมมาได้
แม้จะพลาดเป้าหมายไปจากที่คาดการณ์ว่าจะสะสมเครื่องบินให้ได้ 50 ลำ
แต่ได้มา 24 ลำ ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จแล้ว
"ผมพายเรือผ่านมรสุมมาได้ถือว่าเป็นความแข็งแรง เจอมรสุมเรื่อง
คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) และ
คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ)
ในช่วงปฏิวัติที่ถือว่าแรงสุด เพราะเป็นเรื่องการเมืองในประเทศที่พยายามจะทำให้
บริษัทนี้ผิดให้ได้ ต่อสู้เกือบปี แต่ที่เราอยู่ได้เพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
แต่เรื่องนี้ยาวมาก ผมได้เขียนหนังสือไว้ 1 เล่ม ไว้ใกล้จะตายค่อยพิมพ์"
หลังจากที่แอร์เอเชียต้องเผชิญกับมรสุมการเมืองลูกใหญ่ซัดอย่างจัง
ทำให้สายการบินโลว์คอสต์ภายใต้การบริหารของเขามีภูมิต้านทานแข็งแรง
กว่าเดิม เขายอมรับว่า หากการเมืองจะเกิดความวุ่นวายขึ้นอีก ภาคธุรกิจคงชิน
กันหมดแล้ว ไม่ว่าเหตุการณ์จะจบหรือไม่ ภาคธุรกิจต้องเดินหน้าต่อไป
แม้วันนี้เหตุการณ์จะยืดเยื้อเกินความพอดีจนภาคธุรกิจใหญ่ ๆ ไม่มีใครสนใจแล้ว
"มันเป็นแค่เหตุการณ์ที่อาจทำให้สะดุดและระคายเคืองเท่านั้น
ข้อดีของประเทศไทยคือ ภาคธุรกิจแข็งแรง"
กลับมาที่เรื่องการบริหารคนของซีอีโอหนุ่มผู้นี้ว่า ระหว่างการบริหารศิลปิน
กับบริหารคนในสายการบินมีความยากง่ายต่างกันอย่างไร
"ทำเพลงสนุกมาก คนไม่เยอะแค่ 50-60 คน ก็ต้องเข้าใจว่าธุรกิจใหญ่คนก็ต้อง
เยอะกว่า คนเยอะเรื่องก็เยอะด้วย ทุกวงการมีการเมืองหมด การเปลี่ยนไลน์งานจากเพลง
มาสายการบินไม่แตกต่างกันมาก เพราะแก่นแท้ของการทำงานคือการบริหารคน
สินค้าอาจเปลี่ยนได้ แต่คนไม่เคยเปลี่ยน ผมคิดว่าคนที่สามารถบริหารศิลปินได้
ก็สามารถบริหารคนในโลกนี้ได้หมด คนการบินเป็นคนที่มีระเบียบ พูดครั้งเดียวให้รู้เรื่องก็จบ
แต่ศิลปินเปลี่ยนใจได้ทุกวัน"
ทัศพลอยู่ในสายการบินมาเกือบ 10 ปี แต่ยืนยันว่ายังสนุกกับงานและมีอะไรให้ทำอีกเยอะ
ทุกเส้นทางบินที่เครื่องแอร์เอเชียลงจอด จะต้องผ่านการอนุมัติของซีอีโอทัศพล
ที่ไปสำรวจด้วยตัวเอง
"ผมต้องดูกำลังซื้อ สำรวจว่ามีที่เที่ยวที่ไหนบ้าง ทั้งกลางวันกลางคืน
และตื่นเช้าไปเดินตลาด"
หลังพักเรื่องงาน เวลาที่เหลือเขาจะทุ่มให้กับลูกสาววัย 15 ปี ที่ตอนนี้เรียนอยู่ที่ต่างประเทศ
ทำหน้าที่หัวหน้าคณะทัวร์จัดทริปพาเพื่อนลูกและลูกเพื่อนไปท่องเที่ยวในวันหยุดเป็นประจำ
"ลูกสาวต้องมาก่อนเหนือสิ่งอื่นใด แต่ถ้าเครื่องบินมีปัญหาต้องไปก่อนเลย
(เอาลูกสาวไปด้วย) ผมอยากให้เขารู้ว่าเราทำงาน"
และเวลาที่เหลือก็แบ่งไปทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น การปั่นจักรยานครั้งละ 40 กิโลเมตร
กับเพื่อนที่ อ.ปากช่อง การดูหนังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมโปรด
แม้ซีอีโอผู้นี้จะบอกว่าไม่ถึงขั้นหลงใหลเครื่องบิน แต่มีความชอบเครื่องบินมาตั้งแต่เด็ก
ชอบนั่งเครื่องบินไปเที่ยว มีของเล่นเป็นเครื่องบิน (เพียบ) เคยไปสอบเป็นนักบิน
แต่สอบไม่ผ่าน และภาพยนตร์เรื่องโปรดก็คือ Top Gun (เนื้อหาเกี่ยวกับนักบิน)
เปิดดูถึง 20 รอบ ส่วนกิจกรรมอย่างการตีกอล์ฟเป็นสิ่งที่ซีอีโอผู้นี้ไม่ชอบ
เพราะเขาบอกว่า "เสียเวลา" และมีวิธีจัดการกับความเครียดโดยการไม่เครียด
"คนไม่เครียดใช่ว่าอารมณ์ดี"
คงจริงดังคำกล่าว แม้จะดูเป็นเสือยิ้มง่าย
ในบางครั้ง แต่ก็เดายากว่าเขาคิดอะไรอยู่
ซ่อนรอยยิ้มฝังเขี้ยวในใบหน้า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
สายการบินไทย แอร์เอเชีย
สืบสาวประวัติเป็นลูกครึ่งไทย-ฮอลแลนด์ วัย 47 ปี
เขาผู้ไม่ชอบเดินทับรอยใคร และชอบทำสิ่งใหม่ ๆ กระโดดลงมาปั้น
สายการบินโลว์คอสต์เมื่อ 9 ปีที่แล้ว จากสายการบินที่คนยังไม่คุ้นและไม่รู้จัก
ถึงตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก
สายการบิน ไทย แอร์เอเชีย
ก่อนจะมาดูแลสายการบิน ทัศพลทำหน้าที่บริหารศิลปินค่ายวอร์นเนอร์ มิวสิค
ประเทศไทย หลังจากผิดหวังกับเรื่องเทปผี ซีดีเถื่อน อันเป็นตัวบ่อนทำลายงาน
ครีเอทีฟจนคนทำงานหมดกำลังใจ เขาจึงหันหลังให้วงการเพลง
ย้ายมาอยู่สายการบินในฐานะผู้บริหารระดับสูงแต่อายุน้อย พร้อมความเชื่อมั่นว่า
"ทำงานให้คนกิน ไม่ใช่ให้ผีกิน"
"ผมไม่เข้าใจว่าทำไมปราบเทปผี ซีดีเถื่อนไม่ได้สักที เพราะภาครัฐไม่ได้ปราบอะไรจริงจัง
ถ้าตั้งใจจริงต้องปราบได้ ธุรกิจเพลงถูกกินไป 5-10% แทบจะไม่เหลืออะไรเลย
นี่คือจุดที่ผมไม่ต่อสัญญากับวอร์นเนอร์ฯ เพราะว่าเห็นอนาคตของตลาดเพลงมัน
ไม่สดใสเหมือนเดิม"
ซีอีโอโจตัดสินใจย้ายมาทำงานสายการบิน มองว่าพื้นฐานธุรกิจการบินดีกว่า
เพราะยังไงก็ไม่มีตั๋วปลอม ไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ และสิ่งจูงใจให้หนุ่มผู้นี้
ตอบตกลงเข้ามาบริหารแอร์เอเชียด้วยเหตุผลที่ว่างานที่ทำต้อง
เริ่มจากศูนย์และในองค์กรใหม่ที่ยังไม่ผ่านการเซตอัพใด ๆ เพราะเขาไม่ต้องการ
ล้างแผนกหรือเข้าไปรื้อใหม่
เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือคิดผิด เมื่อราคาน้ำมันพุ่งพรวดจาก 35 เหรียญสหรัฐ
ต่อบาร์เรล มาเป็น 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่เมื่อลงเรือมาแล้วเขาก็ต้องพายเรือ
จนถึงฝั่ง นำโปรโมชั่นที่ล่อตาล่อใจลูกค้าแบบไม่ซ้ำใคร
สามารถเรียกเรตติ้งถล่มทลายจากยอดแห่เข้าจองตั๋วราคาพิเศษ นับเป็นกลยุทธ์
ทางการตลาดที่ไม่ได้หวังรายได้จากจุดนั้น แต่มันทำให้แบรนด์ของแอร์เอเชีย
ถูกจดจำในฐานะสายการบินราคาถูก "บาทเดียวก็บินได้"
แต่มรสุมเรื่องราคาน้ำมันยังเทียบไม่ได้กับมรสุมการเมืองพ่นพิษใส่ภาคธุรกิจ
ในช่วงเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติ 2549 แต่เขาก็พาฝูงบินฝ่ามรสุมมาได้
แม้จะพลาดเป้าหมายไปจากที่คาดการณ์ว่าจะสะสมเครื่องบินให้ได้ 50 ลำ
แต่ได้มา 24 ลำ ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จแล้ว
"ผมพายเรือผ่านมรสุมมาได้ถือว่าเป็นความแข็งแรง เจอมรสุมเรื่อง
คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) และ
คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ)
ในช่วงปฏิวัติที่ถือว่าแรงสุด เพราะเป็นเรื่องการเมืองในประเทศที่พยายามจะทำให้
บริษัทนี้ผิดให้ได้ ต่อสู้เกือบปี แต่ที่เราอยู่ได้เพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
แต่เรื่องนี้ยาวมาก ผมได้เขียนหนังสือไว้ 1 เล่ม ไว้ใกล้จะตายค่อยพิมพ์"
หลังจากที่แอร์เอเชียต้องเผชิญกับมรสุมการเมืองลูกใหญ่ซัดอย่างจัง
ทำให้สายการบินโลว์คอสต์ภายใต้การบริหารของเขามีภูมิต้านทานแข็งแรง
กว่าเดิม เขายอมรับว่า หากการเมืองจะเกิดความวุ่นวายขึ้นอีก ภาคธุรกิจคงชิน
กันหมดแล้ว ไม่ว่าเหตุการณ์จะจบหรือไม่ ภาคธุรกิจต้องเดินหน้าต่อไป
แม้วันนี้เหตุการณ์จะยืดเยื้อเกินความพอดีจนภาคธุรกิจใหญ่ ๆ ไม่มีใครสนใจแล้ว
"มันเป็นแค่เหตุการณ์ที่อาจทำให้สะดุดและระคายเคืองเท่านั้น
ข้อดีของประเทศไทยคือ ภาคธุรกิจแข็งแรง"
กลับมาที่เรื่องการบริหารคนของซีอีโอหนุ่มผู้นี้ว่า ระหว่างการบริหารศิลปิน
กับบริหารคนในสายการบินมีความยากง่ายต่างกันอย่างไร
"ทำเพลงสนุกมาก คนไม่เยอะแค่ 50-60 คน ก็ต้องเข้าใจว่าธุรกิจใหญ่คนก็ต้อง
เยอะกว่า คนเยอะเรื่องก็เยอะด้วย ทุกวงการมีการเมืองหมด การเปลี่ยนไลน์งานจากเพลง
มาสายการบินไม่แตกต่างกันมาก เพราะแก่นแท้ของการทำงานคือการบริหารคน
สินค้าอาจเปลี่ยนได้ แต่คนไม่เคยเปลี่ยน ผมคิดว่าคนที่สามารถบริหารศิลปินได้
ก็สามารถบริหารคนในโลกนี้ได้หมด คนการบินเป็นคนที่มีระเบียบ พูดครั้งเดียวให้รู้เรื่องก็จบ
แต่ศิลปินเปลี่ยนใจได้ทุกวัน"
ทัศพลอยู่ในสายการบินมาเกือบ 10 ปี แต่ยืนยันว่ายังสนุกกับงานและมีอะไรให้ทำอีกเยอะ
ทุกเส้นทางบินที่เครื่องแอร์เอเชียลงจอด จะต้องผ่านการอนุมัติของซีอีโอทัศพล
ที่ไปสำรวจด้วยตัวเอง
"ผมต้องดูกำลังซื้อ สำรวจว่ามีที่เที่ยวที่ไหนบ้าง ทั้งกลางวันกลางคืน
และตื่นเช้าไปเดินตลาด"
หลังพักเรื่องงาน เวลาที่เหลือเขาจะทุ่มให้กับลูกสาววัย 15 ปี ที่ตอนนี้เรียนอยู่ที่ต่างประเทศ
ทำหน้าที่หัวหน้าคณะทัวร์จัดทริปพาเพื่อนลูกและลูกเพื่อนไปท่องเที่ยวในวันหยุดเป็นประจำ
"ลูกสาวต้องมาก่อนเหนือสิ่งอื่นใด แต่ถ้าเครื่องบินมีปัญหาต้องไปก่อนเลย
(เอาลูกสาวไปด้วย) ผมอยากให้เขารู้ว่าเราทำงาน"
และเวลาที่เหลือก็แบ่งไปทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น การปั่นจักรยานครั้งละ 40 กิโลเมตร
กับเพื่อนที่ อ.ปากช่อง การดูหนังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมโปรด
แม้ซีอีโอผู้นี้จะบอกว่าไม่ถึงขั้นหลงใหลเครื่องบิน แต่มีความชอบเครื่องบินมาตั้งแต่เด็ก
ชอบนั่งเครื่องบินไปเที่ยว มีของเล่นเป็นเครื่องบิน (เพียบ) เคยไปสอบเป็นนักบิน
แต่สอบไม่ผ่าน และภาพยนตร์เรื่องโปรดก็คือ Top Gun (เนื้อหาเกี่ยวกับนักบิน)
เปิดดูถึง 20 รอบ ส่วนกิจกรรมอย่างการตีกอล์ฟเป็นสิ่งที่ซีอีโอผู้นี้ไม่ชอบ
เพราะเขาบอกว่า "เสียเวลา" และมีวิธีจัดการกับความเครียดโดยการไม่เครียด
"คนไม่เครียดใช่ว่าอารมณ์ดี"
คงจริงดังคำกล่าว แม้จะดูเป็นเสือยิ้มง่าย
ในบางครั้ง แต่ก็เดายากว่าเขาคิดอะไรอยู่
29 ก.ค. 2555 เวลา 22:26:21 น.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น