การก้าวขึ้นเป็นผู้นำนั้นไม่ง่าย แต่การเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับนั้นยากกว่า
ประโยคง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็มักอ้างถึงนี้ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกองค์กรที่ต้องการพัฒนาศักยภาพ
ของผู้ปฏิบัติงานในองค์กร เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในแต่ละส่วนงาน เฉกเช่นเดียวกับการทำงานในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ได้เชิญ "ดร.ไมเคิล เจนเซ่น" ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านบริหารธุรกิจ จากฮาร์วาร์ด บิสซิเนส สคูล ผู้ได้รับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์, การเงิน และบัญชี จากมหาวิทยาลัยชิคาโก มาบรรยายให้กับเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ตัวแทนจากสถาบันวิชาการด้านการบริหารธุรกิจ และนักศึกษาพร้อมถ่ายทอดผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำเชียงใหม่ให้มีโอกาสร่วมฟังบรรยายในหัวข้อ "การเปลี่ยนแปลงของแบบแผนการจัดการและศิลปะการเป็นผู้นำ" ก่อนที่ ดร.เจนเซ่นจะได้บรรยายหัวข้อเดียวกันนี้ให้กับสมาชิกหอการค้าอเมริกาแห่งประเทศไทย หรือ AMCHAM ในวันรุ่งขึ้น
ดร.เจนเซ่นได้กล่าวถึง 4 เรื่องพื้นฐานในการสร้างชีวิตที่ดี สร้างผู้นำที่เยี่ยมยอด และสร้างองค์กรที่ดี ซึ่งประกอบด้วย
1) จงยึดมั่นในความจริงและสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง (Authenticity)
2) จงตระหนักกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต (Being Cause in the Matter of Everything in your Life)
3) จงหลอมรวมกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวตน (Being Committed to Something Bigger than Oneself)
4) จงซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา (Integrity)
"โดยคุณสมบัติทั้ง 4 ข้อนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญกับการสร้างผู้นำ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำในครอบครัว ผู้นำในองค์กร หรือผู้นำประเทศ"
แล้ว ดร.เจนเซ่นก็อธิบายว่า หลักการที่เขาเอามาเล่าให้ฟังนี้เป็นเรื่องพื้นฐานของการมีชีวิตของมนุษย์ทุกคน เป็นศาสตร์ที่ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใดก็พยายามค้นหาคำตอบเพื่อจะทำให้การมีชีวิตอยู่ของคนคนหนึ่งมีความหมาย ยิ่งใหญ่ และทฤษฎีการสร้างภาวะผู้นำในปัจจุบันก็กำลังอภิปรายถึงการสร้างความรู้ในการทำความเข้าใจวิถีแห่งการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ด้วยเช่นกัน
เริ่มจากสิ่งที่ ดร.เจนเซ่นบอกว่า ผู้นำควรยึดมั่นในความจริง มีความน่าเชื่อถือทั้งการแสดงออกและความคิดความเชื่อของคนที่จะเป็นผู้นำได้นั้น ต้องทำให้สอดคล้องกัน โดยอาจเริ่มจากการเข้าใจก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่จริง เพราะใคร ๆ ก็สามารถแสดงออกว่าเป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือในภายนอกได้ แต่จะมีสักกี่คนที่จะยอมรับความจริงว่า เขาไม่ได้รู้อะไรเลย ดังนั้นการที่จะเข้าใจว่าอะไรคือความจริง จึงต้องเริ่มจากการยอมรับกับความไม่จริงในตัวเอง การกล้าเผชิญหน้าและบอกกับคนอื่น ๆ ว่า ตนมีข้อบกพร่องอย่างไรต่อมาคือการตระหนักถึงการมีอยู่ของตนเองนั้น เป็นการสร้างให้เกิดสมดุลระหว่างจุดยืนที่คนคนนั้นมีอยู่กับการแสดงออกเพื่อให้คนอื่น ๆ มองเห็น เพราะการที่เราตระหนักว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นมันเกิดจากความคิดและการกระทำของเรา ไม่ได้เกี่ยวกับปัจจัยภายนอกเลยนั้น จะทำให้เราเป็นอิสระมากขึ้น
"ดังนั้นองค์กรที่ยอดเยี่ยมย่อมไม่ตำหนิว่า สาเหตุของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในองค์กรเกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่จะกลับเข้ามาพินิจพิจารณาจากสิ่งที่องค์กรกระทำและตัดสินใจว่า เป็นสาเหตุให้เกิดความผิดพลาดต่าง ๆ อย่างไร"
ส่วนการหลอมรวมกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวตน ซึ่งเรื่องนี้ต้องบอกว่า จะเป็นหน่อเชื้อชั้นดีในการผลักดันมนุษย์คนหนึ่งให้ก้าวเดินต่อไป หรือเขยิบตัวเองจากจุดที่อยู่ให้สูงขึ้น ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้ จะทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งมีความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่โดยธรรมชาติ เพราะเขาหรือเธอจะยืนหยัดและยึดมั่นในสิ่งที่พวกเขาเชื่อถือ ซึ่งจะเป็นทั้งความปรารถนาต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดและเป็นพลังผลักดันให้คนคนหนึ่งก้าวเดินไปข้างหน้าตลอดเวลา
แล้วคุณสมบัติสุดท้ายคือ ความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างผู้นำที่ยิ่งใหญ่กับผู้นำทั่วไป แต่อย่างไรก็ตาม ดร.เจนเซ่นติงไว้ด้วยว่า ความตรงไปตรงมานี้มีความหมายมากกว่าเรื่องศีลธรรมจรรยาที่เข้าใจกันทั่วไป เพราะผู้นำที่มีลักษณะตามคุณสมบัติพื้นฐานข้อนี้ ต้องสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ บนพื้นฐานของความจริงและสื่อสารกับโลกในปัจจุบันแต่อย่างไรก็ตาม การที่บุคคลคนหนึ่งจะเป็นคนที่ซื่อตรงซื่อสัตย์โดยธรรมชาติได้นั้น
จำเป็นต้องเริ่มจากการเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองคิดและตนเองพูด เป็นคนที่ทำมากกว่าพูด และพร้อมจะยอมรับกับกติกาที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงร่วมกัน อีกทั้งยังพร้อมจะพัฒนาและยอมรับกับเหตุผลที่เกิดขึ้นในระหว่างทางอยู่เสมอ ดังนั้นคนประเภทนี้จึงพัฒนาได้ตลอดเวลา ไม่ใช่คนที่คิดว่าเมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ตนถูกต้องทุกอย่างทั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะเติบโตมาในวัฒนธรรมตะวันตกหรือตะวันออก ดร.เจนเซ่นก็ยืนยันว่า เขาได้นำไปทดลองในหลักสูตรการสร้างภาวะผู้นำในหลายแห่ง ทั้งในอเมริกาและอินเดียก็พบว่า คุณสมบัติพื้นฐาน 4 ข้อดังกล่าวสามารถใช้วิเคราะห์ แยกแยะ และสร้างผู้นำได้ โดยไม่ผูกติดกับพื้นฐานทางวัฒนธรรมของคนแต่ละชาติแต่อย่างใดแล้วหลักคิดดังกล่าวได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผ่านการนำไปใช้ในสถาบันการศึกษาด้านการบริหารธุรกิจต่าง ๆ อาทิ สถาบันด้านการบินสหรัฐอเมริกา โรงเรียนกฎหมาย หรือสถาบันการพัฒนาข้าราชการพลเรือนในบางประเทศ
updated: 28 พ.ค. 2555 เวลา 13:12:35 น.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น