เปิดอก...เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ "วิทยาศาสตร์ไทยอ่อนแอมาก"
สัมภาษณ์โดย เชตวัน เตือประโคน มติชน 1 กรกฎาคม 2555
กรณีองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ "นาซา" ขอใช้สนามบินอู่ตะเภา
จ.ระยอง เป็นฐานการวิจัยในภูมิภาคนี้ เป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์และหน้าจอ โทรทัศน์อยู่หลายวัน กับโครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคตะวัน ออกเฉียงใต้ Southeast Asia Composition, Cloud, Climate Coupling Regional Study (SEAC4RS) และโครงการ 7 SEAS ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของ อนุภาคแขวนลอยในอากาศ (Aerosol Particles) ต่อชั้นบรรยากาศและสภาพภูมิอากาศ ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งโครงการนี้มีความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์จากประเทศสหรัฐอเมริกากับนัก วิทยาศาสตร์ในภูมิภาคนี้ คือ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม "แต่ถึงวันนี้ ชัดเจนว่าโครงการระดับโลกขององค์การนาซาได้ถอยร่นไปจาก ประเทศไทยแล้ว" มีคำแซวกันเล่นๆ ในหมู่เพื่อนฝูงทำนองว่า "นาซาส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์ได้ แต่ส่ง คนมาเหยียบประเทศไทยไม่ได้" ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ เพราะการยกเลิกใช้อู่ตะเภาเป็นฐานการวิจัยในครั้งนี้ ทำให้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่สังคมไทยและสังคมโลกจะได้รับ ต้องล่าช้าออกไป อีก เพียงเพราะความขัดแย้งจากเกมการเมืองของประเทศไทยแท้ๆ "ผศ.ดร.ว่าที่ร้อยตรี เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์" อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ผู้เคยออกมาแฉถึงความลวงโลกของเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด "จีที 200" ถึงกับบอกว่า "เป็นบทเรียนราคาแพงของสังคมไทย...สังคมที่วิทยาศาสตร์อ่อนแออย่าง มาก" อ.เจษฎา คือคนหนึ่งที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องการมาของนาซา โดยเฉพาะในประเด็นที่จะ เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ เพราะนาซาทำงานเรื่องวิทยาศาสตร์ล้วนๆ ไม่มีเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, ไม่มีเรื่องบ่อน้ำมัน, ไม่มีเรื่องความมั่นคง, ไม่มีเรื่องผลกระทบกับ จีน ฯลฯ และไม่มีผลอะไรเลยอย่างที่ฝ่ายการเมืองของเราเอามาโจมตีกัน "ผมเริ่มอายุมากขึ้นระดับหนึ่งแล้ว เริ่มจับสังคมไทยได้ว่า อันไหนคือเรื่องจริง เรื่องเท็จ อันไหนเชื่อมโยงเป็นเกมอย่างไร ผมเห็นชัดว่าแต่ละฝ่ายทำอะไรอยู่ ผมพยายามจะบอก ว่า ตัวเองไม่ได้เป็นพวกสีไหนเลย ผมเบื่อทุกสีที่ทะเลาะกัน... "ผมแค่รู้สึกว่า ตายล่ะ ความขัดแย้งทางการเมืองมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์เพียวๆ ได้ เป็นเรื่องที่แย่แล้ว" นี่คือความรู้สึกของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ผศ.ดร.ว่าที่ร้อยตรี เจษฎา เป็นชาวกรุงเทพมหานคร เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2515 บุตรของ "จำลอง-จรัศศรี เด่นดวงบริพันธ์" เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายประถม) มัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ (ฝ่ายมัธยม) ด้วยความชื่นชอบวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็ก จึงสอบชิงทุน "โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้ มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.)" ได้ทุนเรียนมัธยมศึกษาตอน ปลาย โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ต่อด้วยปริญญาตรี สาขาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโท สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล และปริญญาเอก สาขาชีววิทยาโมเลกุล (Molecular Biology) มหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก (University og Edinburgh) สหราชอาณาจักร ปี พ.ศ.2545 กลับมาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ก่อน จะโด่งดังไปทั่วประเทศเมื่อออกมาตรวจสอบเรื่องเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที 200 ว่า เป็นแค่ "ไม้ล้างป่าช้า" ไม่ได้ช่วยปกป้องชีวิตเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด "กระทั่งมาถึงกรณีนาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานงานวิจัย" เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองทำท่าว่าจะทำให้องค์กรนาซาถอนตัว อ.เจษฎารีบออกมา จัดเสวนาในหัวข้อ "นาซามาทำอะไรที่อู่ตะเภา?" เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมา สะท้อนถึงผลประโยชน์มหาศาลของโครงการนี้ แต่ในที่สุดก็ "เอาไม่อยู่" เพราะนาซาสั่งพับโครงการในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย "น่าสนใจมั้ยล่ะว่า คนในแวดวงวิทยาศาสตร์อย่าง ผศ.ดร.ว่าที่ร้อยตรี เจษฎา เด่นดวง บริพันธ์ จะรู้สึกอย่างไรต่อการไม่ได้เหยียบแผ่นดินไทยของนาซา คราวนี้" - เรียนด้านชีววิทยา มาเกี่ยวอะไรกับจีที 200 และนาซา? มีคนถามเยอะเรื่องนี้ และออกมาตอนแรกก็ในนามคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ ไม่ได้ลงไปที่ ภาควิชา ด้วยความรู้สึกว่า ถ้าบอกว่าภาควิชาชีววิทยาคนต้องแปลกใจแน่ๆ การเข้ามาเกี่ยวกับจีที 200 เรื่องมันซับซ้อน ไม่ใช่โผล่มาช่วงที่เป็นข่าว คือผมจะมีทั้ง ลูกศิษย์ เพื่อน คนในวงการวิทยาศาสตร์ ในอินเตอร์เน็ต พยายามพูดเรื่องนี้กันมานาน เพียงแต่ว่าเราเป็นคนที่มีความพร้อม ความกล้าที่จะพูด เรื่องนาซาก็เหมือนกัน ทั้งสอง อย่างนี้แค่ใช้วิทยาศาสตร์พื้นฐานก็สามารถทำความเข้าใจได้ - กรณีจีที 200 ทำไมอาจารย์กล้าออกมา? ไม่ได้คิดว่าจะมาไกลขนาดนี้ ตอนนั้นแค่จะรวบรวมข้อมูลแล้วมีคนรับลูกต่อ แต่เมื่อไม่มี ใครรับ เราก็เหมือนกับโดนยกสถานะขึ้นไปเรื่อยๆ มีการเชิญไปพูดตามที่ต่างๆ นักข่าว ไม่รู้จะถามใครก็มาถามผม เหมือนโดนดึงขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งพอขึ้นแล้วมันลงไม่ได้ ทั้งที่ เราก็พยายามจะขอความช่วยเหลือจากหลายๆ ส่วน แต่ก็ไม่มีใครยอมพูด เรื่องนี้สะท้อนกลับมาถึงเรื่องนาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภา และเรื่องอื่นๆ ด้วยว่า วงการ วิทยาศาสตร์ไทยไม่เข้มแข็ง ไม่มีองค์กรอะไรมารองรับ คืออย่างถ้ามีเรื่องกับนักข่าว ก็มี สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยออกมา แต่วงการวิทยาศาสตร์ไทยไม่มี อะไรเลย - รู้สึกอย่างไรกับบทสรุปกรณีจีที 200? ถ้าฟังเสียงจากคนภายนอก เขาก็ยังไม่พอใจนะ เพราะบอกว่ายังเห็นมีการใช้เจ้าเครื่องนี้ อยู่ แต่โดยส่วนตัว ทีมงานของเราพอใจมาก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จริงๆ ต้องใช้ เวลาหลายปีเพื่อทำความเข้าใจกับสังคมไทย แต่เรื่องนี้กลับจบได้ใน 4 เดือน และจบ แบบดีมาก คือให้ความรู้แก่ประชาชน มีการโต้เถียง มีวิวาทะ ให้คนได้เรียนรู้ ไตร่ตรอง แยกแยะ และในที่สุดก็มีคำสั่งหยุดใช้ กรณีจีที 200 มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ครบ ตั้งแต่กำหนดปัญหา ตั้งสมมติฐาน ออกแบบการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล คือตอบคำถามให้คนในพื้นที่ได้ ผมพอใจ มาก ได้ประหยัดงบประมาณประเทศชาติมหาศาล และที่สำคัญคือช่วยชีวิตเจ้าหน้าที่ที่ ต้องใช้เครื่องนี้ - ระหว่างกรณีจีที 200 ถึงเรื่องนาซาที่อู่ตะเภา หายไปไหน? จริงๆ ช่วง 2 ปีนี้ ผมพยายามจะทำตัวเงียบๆ เพราะรับปากกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆ คนไว้ และเราก็ห่วงตัวเราเองด้วย แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ออกมาเป็นระยะๆ เช่นกรณีโรงเรียนปิดตา พลังจิต ที่มีโรงเรียนรับเด็กเข้าค่ายอบรมฝึกพลังจิตแล้วมองทะลุผ้าได้ ผมรับไม่ได้ รู้สึก ว่าหลอกลวง นี่เป็นมายากลธรรมดาหรือเรื่องพายุสุริยะ ก็มีการจัดเสวนา ชี้แจง ให้ความ รู้ เรื่องคลื่นน้ำในแม่น้ำโขงที่บอกว่าเป็นพญานาค ก็ออกมาพูด - มองอย่างไรกับการเข้ามาของนาซา? เรื่องนาซาต้องบอกว่าจับพลัดจับผลูเข้ามา คือเรื่องนี้เงียบมาตลอดเลย ทั้งที่โครงการ ของนาซามีมานานแล้ว นาซาพยายามจะเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ เป็นข่าว ที่ผ่านมานาซาสำรวจมาแล้วทั้งในฮ่องกง ญี่ปุ่น อย่างฮ่องกงนี่ก็คือจีนชัดๆ ไม่ เห็นจะมีปัญหาอะไรเลย นาซาเป็นองค์กรทางวิทยาศาสตร์เพียวๆ จริงอยู่ อาจจะมีเงินจากหลายๆ ส่วน แต่เขา ทำงานวิทยาศาสตร์เป็น 100 ปีแล้ว งานสำรวจบรรยากาศทำมาเกือบทั่วโลก เพราะเขา ตระหนักว่า ไฟป่าที่บ้านเรา หมอกควัน ควันพิษต่างๆ นั้นกระจายไปทั่วโลก คือตอนนี้ภาพในบ้านเราเหมือนเป็นเรื่องตลก คล้ายๆ กับจะมีฝรั่งกลุ่มหนึ่งเข้ามาปล้น ประเทศไทย อะไรทำนองนี้ คือต้องเข้าใจว่า นาซาเป็นเจ้าภาพ มีนักวิทยาศาสตร์จาก ทั่วโลกเข้าไปร่วมทีม คนจีนก็มี - ในฐานะนักวิทยาศาสตร์รู้สึกอย่างไรต่อโครงการนี้? ก็ลองคิดว่า ถ้า 30 ปีที่แล้ว เขาจะให้คนไทยไปดวงจันทร์กับยานอพอลโล เราตื่นเต้น มั้ย นี่คือโครงการที่ทำในโลกที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่เขาเคยทำ แล้วมาลงในประเทศไทย ในมุมของนักวิทยาศาสตร์ เครื่องมือที่มาทุกอย่างอลังการ อัศจรรย์มาก เป็นการทำงาน 3 ประสาน ภาคสนาม ระดมเครื่องมือมาจากหลายที่ ภาคอากาศ เครื่องบินสามลำ เหมือนเป็นแล็บลอยฟ้า และอีกภาคหนึ่งคือประสานกับดาวเทียม 10 ดวง นี่คืองานใหญ่ นาซาเก็บข้อมูลเรื่องนี้ทั้งโลกจะครบแล้ว มาโหว่อยู่ตรงนี้เอง เราฟังในเชิงของวิทยา ศาสตร์เพียวๆ ตื่นเต้นมาก เราอยากเห็นเครื่องมือ อยากเห็นเครื่องบินที่เขาเอามา แต่ในขณะเดียวกัน ข่าวที่เราได้ยินโดยทั่วไปคือ วาทกรรมทางการเมืองที่หนักขึ้น เรื่อยๆ และเริ่มไปกันใหญ่ การอ้างไม่ได้เป็นการถกเถียงเชิงวิทยาศาสตร์เลย กลายเป็น เรื่องอะไรไม่รู้ บ่อน้ำมัน พ.ต.ท.ทักษิณ การสอดแนม ความมั่นคง ฯลฯ ไปกันใหญ่ - การถอนตัวของนาซาคราวนี้สะท้อนอะไร? หลายอย่าง ผมชอบบ่นว่าประเทศไทยเราไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ เราใช้เรื่อง ความเชื่อ ศรัทธา เชื่อตามผู้นำ หรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่กระบวนการวิทยาศาสตร์ เรา ไม่ใช่แค่ไม่ชอบวิทยาศาสตร์ หรือไม่ชอบสารคดีวิทยาศาสตร์ แต่เราไม่ใช้กระบวนการ วิทยาศาสตร์ในการคิดเรื่องต่างๆ ด้วย กรณีนี้สะท้อนว่า เราไม่เอาวิธีคิดแบบไตร่ตรอง มาคุยกัน แสดงว่าความเข้มแข็งของวงการวิทยาศาสตร์ไทยต่ำมาก สมมติว่าเรื่องนี้เกิดที่ประเทศอื่นๆ อย่าง อเมริกา อังกฤษ หรือประเทศมาเลเซีย เวียดนาม เชื่อว่าต้องมีองค์การวิทยาศาสตร์ออกมายันว่าไม่ใช่แล้วนะ นี่มันเรื่องของ วิทยาศาสตร์เพียวๆ แต่ประเทศไทย เป็นประเทศที่เล่นเกมการเมืองอย่างเลวร้าย วันนี้ก็เริ่มโทษกันแล้วว่า โครงการล้มไปเพราะฝ่ายไหน รัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ซึ่งผมเป็นประชาชนธรรมดารู้สึกเบื่อ มากกับเกมนี้ ไม่เคยคิดว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะลุกลามมาได้ทุกวงการ นี่เป็นบท เรียนราคาแพงมาก - เรื่องภาพพจน์ของประเทศก็เสีย? ใช่ ภาพพจน์ต่างๆ ของประเทศไทยเสียไปหมดเลย ต่อไปใครจะกล้าเข้ามาลงทุน อย่างโครงการนี้บอกว่าให้เลื่อนไปหน่อย คือมันเลื่อนไม่ได้ เพราะเขาต้องเก็บข้อมูลใน ช่วงนี้ ณ วันนี้มันช้าไปแล้วด้วย การประสานงานตรงนี้มีมา 2 ปีแล้ว แต่เรื่องไปคาอยู่ที่ กระทรวงการต่างประเทศ ทำไมผู้ห่วงใยเรื่องความมั่นคงทั้งหลายไม่ไปถามกระทรวงการ ต่างประเทศ การถอนตัวของนาซาทำให้ประเทศไทยเสียชื่อมาก เพราะนี่เป็นโครงการใหญ่ ใช้เงินมา หลายส่วนแล้ว นาซาเขาจะกลับไปตอบคำถามกับคนให้ทุนอย่างไร ประเทศไทย วิทยาศาสตร์โดยรวมแย่อยู่แล้ว เจอเรื่องนี้ยิ่งแย่ขึ้นไปอีก และใครจะกล้าเข้ามา องค์กร ระดับโลกอื่นๆ ไหนจะกล้าเข้ามาอีก - วิเคราะห์ว่าวงการวิทยาศาสตร์บ้านเราอ่อนแอเพราะ? ผมว่าวิเคราะห์ยาก มีหลายองค์ประกอบ ตั้งแต่การศึกษา สภาพสังคม อุตสาหกรรม เกษตรกรรม อย่างมุมหนึ่งเรายังติดภาพเกษตรกรรม อยู่ในโลกง่ายๆ สบายๆ ขณะที่อีก หลายประเทศทั่วโลกเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นแล้ว ประเทศที่เขาเจริญ เขาไปอีกมุมหนึ่ง มองว่าทำอย่างไรให้ประเทศพัฒนาไปได้กับประชาคมโลก เรื่องการศึกษา เราสอนให้ท่องจำมาตลอด ท่องอาขยาน และที่สำคัญคือห้ามเถียง ทั้งที่ เรื่องวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ต้องเถียง วิทยาศาสตร์ผ่านประวัติศาสตร์โลกมาหลาย พันปีเพราะการเถียง เถียงเมื่อไม่เชื่อ-เถียงไม่เชื่อ ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่บอกว่าคุณต้องเชื่อ สิ่งที่ฉันพูด นั่นไม่ใช่วิทยาศาสตร์ - กรณีนาซา อยากฝากอะไรกับสังคมไทย? คนจำนวนมากไม่รู้ว่าเราสูญเสียอะไรไป และเราที่ว่าก็ไม่ใช่ประเทศไทย แต่คือคนทั้ง โลก เราไม่รู้ตัวว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของความสูญเสีย การที่เราทะเลาะกันอยู่ ขัดแย้งกัน อยู่ เป็นสาเหตุของการสูญเสีย ผมอยากให้เรารู้ตัวก่อน รู้แล้วจะได้คิดว่านี่เป็นอุทาหรณ์ ได้เห็นบทเรียนราคาแพง ความที่ประเทศเรายังคิดไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่สนใจวิทยาศาสตร์ วงการวิทยาศาสตร์ เรายังไม่เข้มแข็ง มีผลกระทบรุนแรงต่อภาพลักษณ์ ต่อชื่อเสียงประเทศชาติ มีผลกระ ทบรุนแรงต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของคนทั้งโลกในเรื่องนี้ เราเริ่มต้นใหม่ได้ ผมว่าคนทุกคนรักชาติ เรารักโลกด้วย กลับมาคุยโดยหลักการและ เหตุผล เอาข้อมูลที่แท้จริงมาถกเถียงกัน รับฟังโดยรอบด้าน อย่าฟังด้านเดียว อย่าฟัง แค่สีใดสีหนึ่ง อย่าฟังแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ฟังนัก วิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น เรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์ ฟังคนในวงการแพทย์ให้มากขึ้น สังคมที่เจริญแล้ว คือสังคมที่อยู่บนฐานความรู้มากกว่าฐานความเชื่อ คิดว่า ถ้าเราอยาก เป็นส่วนหนึ่งของโลก ต้องก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ไปให้ได้ "นี่เป็นบทเรียนราคาแพง แต่หวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์ในใจเรา" | |
หลังจากงานเฉลิมฉลอง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา หลายคนคงกินเลี้ยงสังสรรค์กัน อาจจะเผลอตามใจปาก อาจลืมดูแล สุขภาพ ตัวเอง ว่าในรอบปีที่ผ่านมาร่างกายเราทำงานหนักโดยเฉพาะสุขภาพภายในที่ต้องแบกภาระหนักกับอาหารการกินที่เรากินเข้าไปอย่างไม่ระวัง เช่น กินปลาดิบ เสต็ก ผักดิบ ของหมักดอง อาหารเหล่านี้อาจจะมีพยาธิแฝงตัวอยู่ อย่างน้อยร่างกายเราควร detox การถ่ายพยาธิปีละครั้งก็เป็นเรื่องดี เนื่องจากเจ้าพยาธิจะทำให้เลือดลมเดินไม่ดี และเมื่อมีการวางใข่ก็จะทำให้เลือดสกปรก ส่งผลทำให้เป็น ไฝ ฝ้า ผิวพรรณหมองคล้ำ ไม่สดใส กระเจี๊ยบเขียว เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพราะมีวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเส้นใยสูง คนไทยส่วนใหญ่นิยมนำ กระเจี๊ยบเขียวมาจิ้มน้ำพริก นอกจากนี้ยังนำมาทำอาหารได้หลายอย่างอาทิ ยำกระเจี๊ยบเขียว แกงกะหรี่ปลาใส่กระเจี๊ยบเขียว ผัดเมล็ดกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวชุบแป้งทอด เป็นต้น สรรพคุณทางยา กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชที่หาซื้อได้ง่าย มีขายตามตลาดสดทั่ว รวมทั้งในศูนย์การค้า มีคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบนั้นมีสารเมือกพวกเพ...
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น