ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สมคิด กุนซือของมืออาชีพ เดินสายขอร้องเศรษฐี 12 ตระกูล



ความขม ของการเป็นคนหมายเลขสอง รสขื่นปานใด อาจไม่มีใครรู้รสเท่ากับ 
"ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" 

เขาเคยบอกบางช่วงของชีวิต ขมเท่าไรก็ต้องกลืน บอกเล่าใครไม่ได้ นอกจากต้องสลายความขม 

ด้วยการเป็นกุนซือ ให้คนเป็นเบอร์หนึ่ง อย่างมืออาชีพ เพราะเป็นกุนซือมาตั้งแต่วัยเด็ก 

เมื่อเข้าสู่วงการธุรกิจ การเมือง ตำแหน่งของเขาส่วนใหญ่จึงเป็น "ที่ปรึกษา" 



เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่วงการเมืองครั้งแรก ที่กระทรวงการต่างประเทศ 90 วัน 

เขามีที่ปรึกษาชื่อ "ดร.สมคิด" 


เมื่อแยกทางกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ" หลังรัฐประหาร 2549 "ดร.สมคิด" กลับไปใช้ชีวิต

เป็นกุนซือให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่ง 


ที่มีตำแหน่งแห่งหนชัดเจน คือการนั่งเก้าอี้ ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)


กลุ่ม 12 พ่อค้าตระกูลดัง เจ้าของสินทรัพย์หมายเลขต้นๆ ของเมืองไทย ล้วนใกล้ชิด 

ใช้บริการเขาในฐานะ "ที่ปรึกษา"


เมื่อเขาคิดตั้ง สถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future Foundation) เพื่อเป็น "ที่ปรึกษา" 

ทางวิชาการโดยใช้ข้อมูลที่ผ่านการสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ 


เขาจึงระดมทายาทเศรษฐีจาก 12 ตระกูล เข้าร่วมเป็นกรรมการที่ปรึกษา 

ทั้งลูกชายตระกูลเจียรวนนท์,ทายาทบ้านโชควัฒนา, โอสถานุเคราะห์, 

เจเนอเรชั่นที่สามแห่งตระกูลโสภณพนิช, 

ทายาทสิริวัฒนภักดี, จิราธิวัฒน์, ราชาทูน่าโลกตระกูลจันศิริ 



เจ้าพ่อเมืองหนังตระกูลพูลวรลักษณ์, ทายาทล่ำซำสายธุรกิจประกันชีวิต, 

เครือข่ายธุรกิจการบินของตระกูลอินทรภูวศักดิ์ 

และทายาทว่องกุศลกิจ เจ้าของน้ำตาลไทยยี่ห้อมิตรผล 


นอกจากนี้ ยังมีคอนเน็กชั่นส่วนตัว ของ ดร.สมคิด กับนักวิชาการระดับกูรู 

จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, เจ้าของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ 

และเครือข่ายเพื่อนธรรมศาสตร์ ลูกศิษย์ระดับเป็นผู้อำนาวยสถาบันศศินทร์, 

มหาวิทยาลัยมหิดล และเอ็นจีโอตัวพ่ออย่าง ศ.นพ.ประเวศ วะสี เข้าร่วมวงด้วย 



ดร.สมคิด สารภาพต่อหน้านักธุรกิจหลายร้อยคน ในวันเปิดตัวสถาบันว่า 

"ในวัยนี้ จะว่าชราก็ไม่ชรา จะว่าหนุ่มก็ไม่หนุ่ม ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจทำ 

ในชีวิตไม่เคยขอร้องใคร แต่วันนี้เดินสายพบผู้นำ นักธุรกิจ เพื่อจะบอกว่า ถึงเวลาแล้ว 

หากท่านไม่ริเริ่มประเทศจะชะงัก...ประเทศเราไม่ค่อยปกตินัก" 



คีย์เวิร์ดในการปลุกระดมนักธุรกิจ ของ "ดร.สมคิด" ยังอยู่ที่เรื่อง "ความคิดเปลี่ยนแปลงโลก" 

และการเปรียบเทียบประเทศที่ก้าวหน้าและตกอับ เพราะขาดความคิด 


"อะไรก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าความคิด สามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ หากโลกไม่มีความคิดใหม่ 

นับวันมีแต่จะยิ่งถดถอย ด้อยพัฒนา ประเทศชาติบ้านเมืองเช่นกัน ประเทศใดยามที่รุ่งเรือง 

บ้านเมืองสมานฉันท์ อุดมด้วยปัญญา ประเทศนั้นก็มีแต่เจริญรุ่งเรืองอย่างไร้ขีดจำกัด 

ดูตัวอย่างความสำเร็จของจีน ดูการพุ่งทะยานของเกาหลีใต้ ดูการปรับฐานเศรษฐกิจของบราซิล 

ดูการก้าวเข้าสู่ Global City ของสิงคโปร์ ทั้งหมดล้วนเริ่มมาจากความคิดเชิงยุทธศาสตร์

ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง และปรับปรุงประเทศให้ดีขึ้น" 


"แต่ในประเทศที่บ้านเมืองแตกร้าว ความคิดไม่มี ปัญญาไม่ปรากฏ หมกหมุ่น งมงาย 

ลุ่มหลงอยู่กับผลพวงแห่งความสำเร็จในอดีต วุ่นวายอยู่กับปัญหาและผลประโยชน์เฉพาะหน้า 

ประเทศเหล่านั้นหยุดนิ่งและถดถอย ให้ดูตัวอย่างฟิลิปปินส์ ดูความตกต่ำของยุโรป 

ดูความวุ่นวายในตะวันออกกลางที่อุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน แต่ทุกวันนี้หาความสงบไม่ได้เลย 

ให้ดูความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา แล้วดูการตกดับของญี่ปุ่น"


ข้อสรุปคือ การหยุดนิ่งและถดถอย มีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกัน คือ เกิดความบกพร่องเชิงความคิด 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ


เมื่อวกเข้าประเทศไทย ดร.สมคิด ฝากความหวังไว้ในมือของนักธุรกิจ เขาบอกว่าเสียดาย

ที่การเมืองในประเทศไม่นิ่ง ความพยายามในการขับเคลื่อนจึงเบาบางลงไป น่าเสียดายที่

ภาคประชาชนอ่อนแอเกินไป จึงไม่สามารถขับเคลื่อนไปสู่สภาพที่เข้มแข็งได้ ความหวังจริงๆ 

ของประเทศจึงอยู่ที่ ภาคเอกชน ที่พร้อมทั้งปัญญาและทรัพยากร



"ประเทศไทยนั้นถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ในหลายสิบปีที่ผ่านมาประเทศไทยก้าวมาไกลมาก 

เป็นประเทศแนวหน้าในเอเชีย แต่ที่จริงแล้ว ผลพวงแห่งความสำเร็จก็ยังมีจุดอ่อน 

จุดด้อยที่เราต้องพัฒนา สมรรถนะของประเทศไทย ยังมีอีกหลายจุดที่ต้องเติมเต็ม

ให้เหมาะสม สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนของโลกในอนาคตข้างหน้า ฉะนั้น ไม่ควรจะปล่อย

ให้เป็นไปตามยถากรรม โดยไม่มีความคิด ไม่มียุทธศาสตร์ ทั้งๆ ที่พายุกำลังจะมา โลกกำลังเปลี่ยน" 


ในนามของประธานกรรมการสถาบัน ที่นักธุรกิจรวมตัวกันลงขัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศ

ด้วยความรู้และประสบการณ์ ดร.สมคิด เชื่อมั่นว่า "นักธุรกิจรุ่นใหม่ ผู้นำภาคเอกชนที่มี

ความสามารถ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศ ต่อประชาชน และสำคัญไม่แพ้กับภาครัฐ"


"ประเด็นคือรัฐจะทำอย่างไรให้ตนเองให้มีสมรรถนะสูงสุด มีการกำกับที่มีธรรมาภิบาล 

ดูแลชี้นำภาคเอกชนไปสู่สิ่งที่ดี ซึ่งภาครัฐไม่ได้หมายเฉพาะรัฐบาล แต่หมายรวมนักการเมือง 

ส.ส. ส.ว.ทุกท่านที่เกี่ยวข้อง จะต้องเอาสติปัญหา เอาใจใส่กับสิ่งที่เป็นอนาคตของประเทศ 

มากกว่าปัญหาความวุ่นวายเฉพาะหน้า มากกว่าประโยชน์เฉพาะตน"


"เรากำลังพูดถึงประเทศไทยที่มีประชากร 60 กว่าล้านคน เราเลือกนักการเมืองเพื่อสร้างประเทศ 

สร้างคนไทย สร้างอนาคต ไม่ใช่อย่างอื่น ฉะนั้น จิตสำนึกและภาระนี้สำคัญอย่างยิ่ง"



วาระของนักธุรกิจ ที่นำเสนอทิศทางการลงทุนพัฒนาประเทศ ทั้งเรื่องเทคโนโลยีดิจิตอล 

การแข่งขันกันด้วยนวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่า จะลงทุนการแข่งขันอย่างไรให้ชัดเจน รวดเร็ว 

มียุทธศาสตร์ เพราะทุกนาทีที่รัฐมีท่าทีขยักขย่อนนั้น ความเสียหายเกิดขึ้นกับประเทศมหาศาล 



ที่ลืมไม่ได้คือ นักรบธุรกิจของประเทศ คือ กลุ่ม SME ภาครัฐจะทำอย่างไรจะวางทิศทาง

ให้เดินไปข้างหน้าได้ ช่วยแนะนำ สร้างให้เข้มแข็ง ไม่ใช่บั่นทอน นักธุรกิจจึงอยากจะเห็นภาพของ

ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะในประชาคมเศรษฐกิจ AEC และ global economy ในวันข้างหน้า 


"จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็น HUB-เป็นจุดศูนย์รวมของ AEC ให้ประเทศไทยก้าว

ไปใช้ประโยชน์ที่เปิดกว้างของ AEC โดยที่ทุกฝ่ายนั้นได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ความเท่าเทียมของผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย เกิดการบูรณาการที่ครบวงจร" 


ดร.สมคิด ชี้เป้า ให้นักธุรกิจเห็นความสำคัญของการรวมตัวกันใช้ปากเสียงของตัวเอง 

ส่งสัญญาณดังๆ ชัดๆ ถึงหูผู้กำหนดนโยบายชาติ 


"ถ้านักธุรกิจเอกชนรวมตัวกันแล้ว พลังการขับเคลื่อนจะแรงมาก เสียงของท่านจะดัง 

สิ่งที่เรียกร้องจะได้รับการตอบสนอง ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะอยู่ได้ ถ้าภาคเอกชนมีพลัง

การขับเคลื่อนที่แข็งแรง แต่ถ้าภาคเอกชนต่างคนต่างอยู่ก็จะเป็นผู้ถูกกระทำต่อไป 

บอกได้คำเดียวว่าภาคเอกชน คือกำลังที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในวันนี้"


เขาใช้ศัพท์ม็อบ-เอ็นจีโอ อธิบายกับนักธุรกิจว่า หากภาคเอกชนทำงานที่อาศัยเครือข่าย 

ทั้งนักวิชาการ นักคิด คนคิดดี คิดชอบ ช่วยกันสร้างบ้านเมือง ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีว่า 

ทุกคนสามารถทำสิ่งที่ดีให้สังคมได้ ไม่จำเป็นต้องแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย 



จากประวัติศาสตร์การรวมตัวกันหลวมๆของนักธุรกิจ มักเป็นเรื่องผลประโยชน์ชั่วครั้ง 

ชั่วคราว แต่คราวนี้ เมื่อมีคนถาม ดร.สมคิดว่า สถาบันอนาคตไทยศึกษา 

จะมีอนาคตหรือไม่ ดร.สมคิดตอบต่อหน้าพ่อค้าทั้งเมืองไทย ว่า 


"ผมเชื่อว่าประเทศไทยมีอนาคตแน่นอน แต่ต้องร่วมกันคิด รวมแนวคิดเก่า 

ผสมกับแนวคิดใหม่ เป็น New wave of thought for New Future of Thai 

แล้วเมืองไทยจะมีอนาคต


รายงานพิเศษ มติชนสุดสัปดาห์ 10-16 สิงหาคม 2555 



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Detox ราคาประหยัดด้วยกระเจี๊ยบเขียว

หลังจากงานเฉลิมฉลอง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา หลายคนคงกินเลี้ยงสังสรรค์กัน อาจจะเผลอตามใจปาก อาจลืมดูแล สุขภาพ ตัวเอง ว่าในรอบปีที่ผ่านมาร่างกายเราทำงานหนักโดยเฉพาะสุขภาพภายในที่ต้องแบกภาระหนักกับอาหารการกินที่เรากินเข้าไปอย่างไม่ระวัง เช่น กินปลาดิบ เสต็ก ผักดิบ ของหมักดอง  อาหารเหล่านี้อาจจะมีพยาธิแฝงตัวอยู่ อย่างน้อยร่างกายเราควร detox การถ่ายพยาธิปีละครั้งก็เป็นเรื่องดี เนื่องจากเจ้าพยาธิจะทำให้เลือดลมเดินไม่ดี และเมื่อมีการวางใข่ก็จะทำให้เลือดสกปรก ส่งผลทำให้เป็น ไฝ ฝ้า ผิวพรรณหมองคล้ำ ไม่สดใส กระเจี๊ยบเขียว  เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพราะมีวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเส้นใยสูง คนไทยส่วนใหญ่นิยมนำ กระเจี๊ยบเขียวมาจิ้มน้ำพริก นอกจากนี้ยังนำมาทำอาหารได้หลายอย่างอาทิ ยำกระเจี๊ยบเขียว แกงกะหรี่ปลาใส่กระเจี๊ยบเขียว ผัดเมล็ดกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวชุบแป้งทอด เป็นต้น สรรพคุณทางยา กระเจี๊ยบเขียว  เป็นพืชที่หาซื้อได้ง่าย มีขายตามตลาดสดทั่ว รวมทั้งในศูนย์การค้า มีคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบนั้นมีสารเมือกพวกเพ...

20 อาหารล้างพิษ

20 อาหารล้างพิษค่ะเพื่อนๆครับ 20 อาหารล้างพิษค่ะเพื่อนๆ 1. สาหร่าย : ช่วยดูดซึมคลื่นรังสีที่สะสมในร่างกาย สามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก 2.  หัวหอม : ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดหลอดเลือด ลดระดับ LDL ตัวการก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น รักษาโรคหอบหืด โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่ 3. มะนาว : เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอน ดื่มสัปดาห์ละ 1-2 วัน จะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น 4. เมล็ดแฟลกซ์ : อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับ LDL นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันอีกด้วย 5. กระเจี๊ยบ : น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยขจัดชื้อแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ 6. ทับทิม : สามารถรักษาอา...

ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช 1 ใน 10 ด็อกเตอร์ระดับโลก

                                           ขณะนำเสนองานวิจัย ณ ประเทศญี่ปุ่น                    หากได้ลองค้นดูตามองค์กรต่าง ๆ เชื่อว่าประเทศไทยมีทรัพยากรบุคคลที่มี คุณค่าแฝงตัวอยู่ทุกวงการ และความเก่งกาจของคนไทยหลายคน มิใช่เพียง จะได้รับการ ยอมรับในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ความสามารถของคนไทย ได้ปรากฏให้เห็นในเวที โลก อยู่บ่อยทุกครั้งที่ได้รับการสนับสนุน และมีโอกาสแสดงฝีมือ เช่นเดียวกับด็อกเตอร์หนุ่ม คนนี้  "ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช" ผู้มีความรู้ความ สามารถทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์  ที่ทำงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา ในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยี สารสนเทศและ การสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต คอลัมนิสต์  หรือ นักวิเคราะห์ข่าวด้านไอที  และล่าสุดเขาได้รับคัดเลือกจากสำนักพิมพ์  Enzed Publishing House  ประเทศนิวซีแลนด์ เข้าสัมภาษณ์เ...